สองหนุ่มสาวยังคงก้าวเท้าไปเรื่อยๆ บนผืนทราย
เกลียวคลื่นยังสาดซัดสม่ำเสมอ หญิงสาวพับขากางเกงยีนส์สีซีดขึ้นมาเหนือน่องเพียงเล็กน้อย
น้ำทะเลเปียกชื้นจนถึงเข่า มือข้างหนึ่งหิ้วรองเท้าหนังสีดำหุ้มข้อคู่ใหญ่
ขณะที่ชายหนุ่มเคียงข้างนุ่งกางเกงชาวเลสีกรมท่าเก่าๆ กับเสื้อกล้ามตัวโตสีดำเพนท์ลายหัวกะโหลกดูน่ากลัว
ผมยาวของชายหนุ่มถูกรวบไว้ด้วยเชือกฟางเส้นบาง
ไม่ไป ไม่ได้หรือ วลีหลังไม่เชิงเป็นคำถาม หากเป็นคำของร้องเสียมากกว่า
เราเป็นนก นกบินเดี่ยว เดียวดายนะ แต่เสรี
แล้วผู้พูดก็เชิดหน้าขึ้นระบายลมหายใจอย่างเต็มที่เหมือนดังว่ามั่นใจแล้วในคำพูดที่เอ่ยออกมาทำให้ชายหนุ่มที่เดินเคียงข้างเศร้าลงถนัดตา
ความเงียบเยี่ยมเยือนอีกครั้งหนึ่ง หากความคิดนั้นโลดแล่น
เธอผู้เดินเคียงข้างเขาตอนนี้เป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
แต่เธอเป็นเพื่อนที่เหมือนจะเป็นแทบทุกสิ่งทุกอย่างของเขาเลยก็ว่าได้
ทั้งกำลังใจ ความห่วงใย ความหวังดีที่เธอมีให้เขา บริสุทธิ์จากใจ เขารู้
เธอไม่เคย แสร้ง
ทั้งหมดที่เธอมีให้เขามันมากกว่าแค่เพื่อนคนหนึ่งพึงมีต่อเพื่อน
แต่กับหญิงสาวอีกคน เธอเหมือนแก้วที่เขาต้องถนอมรักษา ดูแลและปกป้อง
เขารักทั้งสองคน หากแต่เขาอ่อนแอที่จะตัดสินด้วยการเลือก
แต่เธอเข้มแข็งกว่าเขานักเธอตัดสินด้วยการเลือกเอง
ชายหนุ่มถอนหายใจช้าๆ เขารู้ดีว่าหากสิ่งใดที่เธอตัดสินใจแล้ว
ยากนักที่จะรั้งเธอไว้ได้
แล้วเราจะกลับมา ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า เราชนะ ว่าแล้วเธอก็แยกตัวไป
ไม่มีคำพูดจาร่ำลา เธอจากไปเฉยๆ จากไปเงียบๆ ที่ไหนสักแห่งที่เขาไม่รู้
และเธอเองก็ไม่ปรารถนาที่จะบอก
ณรัณนั่งเขียนรูป เฟรมผ้าใบผืนกว้างถูกละเลงด้วยสีน้ำมัน
เธอปาดแปรงอย่างชำนาญ ภาพเขียนผืนสุดท้ายที่ทิ้งไว้ปนเปื้อนด้วยน้ำตา
ค่อนคืนที่เธอใช้เวลากับภาพเขียนชิ้นนี้ มันเป็นเหมือนตัวแทน
แทนความอิสระเสรีแต่เดียวดาย
กลางท้องทะเลกว้างสุดสายตา นกนางนวลตัวเดียวบินเดี่ยวขึ้นสู่ท้องฟ้า
รุ่งเช้าศิชัชมาเพื่อที่จะ ส่งหากแต่ว่าณรัณไม่รอให้ถึงเวลานั้น
เพราะบางทีเธออาจปกปิดความอ่อนไหวเอาไว้ไม่ได้เมื่อเห็นสายตาหม่นเศร้าของศิชัช
เขาเหนี่ยวรั้งเธอไว้ได้หลายครั้งด้วยแววตา แต่คราวนี้เธอต้องเข้มแข็ง
ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความอ่อนแอเด็ดขาด
ณรัณนั่งมองเหม่อไปนอกหน้าต่าง ล้อรถไฟกระทบรางเสียงดัง แต่ณรัณหาได้ใส่ใจกับเสียงดังกล่าวไม่
เมื่อจิตใจไม่จดจ่อ หูก็ไม่ได้ยิน นั่นเป็นความคิด ความคิดง่ายๆ ที่ได้ผล
ทุ่งข้าวสองข้างทางกำลังเขียวขจี แววตามองเหม่อไปไม่ใส่ใจนักกับภาพที่เห็น
ปฏิภาณกับหัวใจว่าจากนี้เป็นต้นไปความรักที่มีให้ศิชัชจะเป็นเพียงรักในใจเท่านั้น
ณรัณไม่ค่อยแน่ใจนักว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดี
เพราะนี่คือการทำร้ายจิตใจตัวเอง
เธอรู้ดีว่าการตัดใจจากสิ่งที่ตนรักนั้นยากเย็นเพียงใด
แต่ครั้งนี้เธอต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ต้องเข้มแข็งมากกว่านี้
เพื่อให้ใจเหลือเพียงรักอย่างเพื่อน อย่างที่เพื่อนพึงมีต่อกัน
เธอต้องทำให้ได้
หลังจากที่รถไฟจอดเทียบชานชาลา ณรัณพาร่างบางที่มีเป้ใบโตสะพายอยู่ข้างหลังไปที่ขนส่ง
จุดหมายคือบ้านของภี ระยะทางที่แสนไกล
เส้นทางคดเคี้ยวข้ามภูเขากี่ลูกเธอก็ไม่ได้นับ
เมื่อรถจอดสนิทเธอจึงตรงดิ่งไปที่บ้านของภีอย่างคุ้นเคย ณรัณจำได้แม่นและไม่มีวันลืมเมื่อครั้งหนึ่งเธอมาที่นี่และจากไป
มาหาภีแล้วสบายใจ อธิบายไม่ถูก มันโล่งๆ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
ก็แน่ล่ะ ในเมื่อรัณเล่นแบกภูเขาทั้งลูกไว้คนเดียว พอได้วางก็ว่างเปล่า
แล้วจะมาหา
.
ถ้าเมื่อไหร่ไม่สบายใจ
เธอพูดยังไม่จบประโยคด้วยซ้ำเขาก็ชิงพูดตัดหน้าไปเสียแล้ว แน่นอน
ถ้าเมื่อไหร่ไม่สบายใจคนที่เธอจะมาหาเป็นคนแรกคือภี
.......
นั่นใครหรือ มีธุระอะไรหรือเปล่า เสียงแหบๆ ดังมาจากข้างในบ้าน
หญิงชราขยับแว่นตาก่อนที่จะเดินออกมาเปิดประตูบ้าน ณรัณซึ่งมองอยู่ก่อนแล้วก็รีบออกตัวทันที
รัณค่ะอุ้ย รัณเพื่อนภีไงคะอุ้ยจำได้หรือเปล่า
เธอยกมือไหว้หญิงชราผู้เป็นยายของเพื่อนก่อนที่จะเดินตามเข้าบ้าน
เสียงดังโวยวายมาจากหลังบ้าน รัณรู้ ภีเขาจะมีเสียงมาก่อนตัวเสมอ
นึกว่าเจ้าหนี้ที่ไหน ที่แท้ก็แม่นกนางนวล ภีนั่งลงข้างๆ
ยังไม่ทันที่เขาจะทักทายอะไรผู้เป็นยายก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
พาหนูรัณเขาเอากระเป๋าไปไว้บนบ้านก่อนแล้วหาข้าวหาปลาให้ทานเสีย
มาถึงแต่เช้าคงยังไม่ทานอะไรมา
หญิงชราหันไปสั่งหลานชายด้วยภาษาพื้นบ้านของภาคเหนือก่อนที่จะเลี่ยงเข้าสวนไป
ณรัณมองตาม
อุ้ยไปเก็บผัก
ปรกติขายที่ตลาดรุ่งแต่วันนี้ไม่ได้เก็บขายจะเก็บมาทำกับข้าวถวายเพล
กลิ่นไอชนบทกรุ่นทั่ว ณรัณชอบที่นี่เพราะที่นี่ทำให้รัณสบายใจ
คนที่นี่ใจดีและเป็นกันเอง
เธอเคยคุ้นกับท้องทะเลมามากมายเมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ทำให้จิตใจได้เปลี่ยนไปบ้าง
อย่างน้อยก็ลืมบางอย่างได้
ตอนนี้เป็นนก ปีกหัก มารักษาชั่วคราว
หายดีแล้วก็บิน ตามเคย ภีพูดเพราะรู้ดีว่าเพื่อนสาวท่าทางแข็งกร้าวปานชายอกสามศอกคนนี้
แท้จริงแล้วเธอซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ข้างในเสียมิด
หากตามเธอไม่ทันก็จะถูกเธอหลอกล่อด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ความรื่นเริงและความเข้มแข็ง แต่หากใคร ทัน
ก็จะรู้ว่าแค่ภายนอกที่แสร้งนั้นได้แฝงสิ่งใดไว้ภายใน ความอ่อนไหว อ่อนแอ
น้อยคนนักที่จะ ทัน เธอ
จะแสร้งโง่บ้างก็ได้นะภี ฉลาดไปเสียทุกเรื่อง แสนรู้จริงๆ เลย
เธอค้อนด้วยหางตา ดวงตาที่หม่นอยู่เสมอ เธอปิดทุกอย่างด้วยท่าทางได้มิดชิด
แต่ดวงตามันฟ้องเสมอ ว่าเธอกำลังอยู่ในสภาวะใด
อกหัก หรือไปหักอกใคร ใครทำให้อกหัก เอ๊ะชักยังไง ภีแกล้งยั่ว เขารู้
ที่เธอมาเพราะเศร้า ประเด็นแรกที่เขาเพ่ง เธอเศร้าเพราะความรัก รัณเงียบ
ความเงียบหมายถึงยอมรับสำหรับรัณ ไม่ต้องเปรย ไม่ต้องบอก ภีมักจะรู้ก่อนเสมอว่าเพราะอะไร
ฮื่อ อกหัก ไปหักอกเขาและเขาทำให้อกหัก เอ๊ะชักยังไง รัณพูดทีเล่นทีจริง
ทุ่งข้าวสองข้างทางเขียวขจี รถจักรยานคันเก่าของภีพารัณมุ่งหน้าไปยังสวนผลไม้ที่อยู่
ห่างออกไป ตามทางลูกรัง ภีปั่นจักรยานเชื่องช้าไม่รีบร้อน
สองมือเรียวเล็กโอบอยู่ที่เอว
ภี ผอมลงไปเยอะนะ คนทักเสียงหม่น
ขี้ก้าง แต่แข็งแรงนะครับ ว่าแล้วก็แสดงให้เห็นด้วยการปั่นจักรยานลิ่วๆ
ครู่เดียวก็ถึงจุดหมาย
สวนผลไม้กว้าง ด้านหน้าร่มรื่นด้วยร่มมะขามหวานที่กำลังแตกยอด ภีบอกว่าเพิ่งทดลองปลูกยังไม่ออกผล
ถัดมาเป็นแปลงปลูกผักไว้สารพัดชนิดโดยเฉพาะผักกาดหอมและท้ายสวนเป็นลำไยกับมะม่วง
รอบรั้วเป็นต้นกระถิน ตำลึง ชะอมและตะไคร้ รอบรั้วด้านในขุดเป็นร่องน้ำ
และใกล้กับบ้านไม้หลังเล็กมีสระน้ำไม่กว้างนัก
หากสระเล็กนั่นเลี้ยงปลาไว้สารพัดชนิด บัวสีม่วงบานชูช่อรับแสงตะวันเต็มสระ
บ้านไม้หลังเล็กภีเรียกบ้านสวนชานไม้ยื่นออกมากลางสระ ภีทำขึ้นสำหรับเดินมาให้อาหารปลา
รอบบ้านปลูกดอกไว้ไว้หลายชนิด ส่วนมากเป็นมะลิ จำปี ดอกแก้วและดอกปีบที่ภีเรียกกาสะลอง
ดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมฉุน
ไม่เว้นแม้แต่ราตรีที่โบราณถือนักถือหนาว่าไม่ควรปลูกในบ้าน แต่ภีชอบ
เขาให้เหตุผลง่ายๆคือบ้านจะได้หอมทั้งกลางวันกลางคืน
กลิ่นหอมกำจายของมะลิทำให้รัณสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ดีใจจังที่ได้มาที่นี่อีก รัณพูดด้วยรอยยิ้มพลางวักน้ำในสระเล่น
ฝูงปลาว่ายวนใกล้ผิวน้ำจนมองเห็นได้ชัดเพราะน้ำใสแจ๋ว
ไม่มาเกือบปี ภีพูดเหมือนเตือนความจำ จริงสินะ เกือบปีที่รัณหายไปไม่มาที่นี่
ไม่ส่งข่าว แต่รัณไม่เคยลืมที่นี่ ทุกอย่างยังเด่นชัดเสมอในความทรงจำ
แม้แต่คำพูดบางคำของภี รัณก็ไม่เคยลืม
จะรักรัณอย่างที่รัณให้รัก ไม่เกินกว่านั้น เพราะแค่ได้รักก็ภูมิใจนักแล้ว
เพราะรัณปิดกั้นมิตรภาพที่เกินกว่าคำว่าเพื่อนเอาไว้ไม่อยากให้ภีต้องรู้สึกกับเธอมากกว่าแค่เพื่อน
เพราะในครั้งนั้นคนที่ครองใจของรัณอยู่คือศิชัช
หากแต่บัดนี้ทุกอย่างลงเอยแล้วด้วยการเดินจากมาของณรัณ ผู้หญิงของศิชัชบอบบาง
น่าทนุถนอม เธอควรมีคนปกป้องดูแล
เฮ้ เข้าฌานหรือไง ระวังจมน้ำนะ หัวจะทิ่มอยู่แล้วนั่น เสียงของภีทำให้รัณสะดุ้ง
เมื่อครู่เจ้าแฝดมาตาม อุ้ยจะไปวัด ภีหมายความถึงหลานชายฝาแฝดวัยซน
แล้วณรัณก็ไปวัดกับยาย วัดพระธาตุแช่แห้ง พุทธสถานประจำจังหวัด
หนูกับเจ้าภีเป็นเพื่อนกันดอกหรือ คนแก่ถาม
ค่ะอุ้ย เราเป็นเพื่อนกัน รัณย้ำคำว่าเพื่อน
ดีแล้วลูก เพราะเราอายุเท่ากันเป็นคู่กันไม่ดีหรอก
โบราณท่านว่าเหยียบเรือคนละแคมประเดี๋ยวเรือเอียงซ้ายที ขวา ที
ไม่นานหรอกล่ม
อ้าว แล้วเราจะไปเหยียบแคมเรือทำไมล่ะอุ้ย
ก็นั่งมันเสียตรงกลางแล้วช่วยกันพายสิครับ เสียงของภีดังขึ้นข้างหลัง
ตามมาเมื่อไรไม่ทันสังเกต หากประโยคดังกล่าวของภีทำให้คนแก่ค้อนควัก
โบราณเขาว่ามา ผู้ชายน่ะควรมีเมียที่อายุน้อยกว่า เราต้องเป็นช้างเท้าหน้า
ณรัณพอจะเข้าใจคร่าวๆ ว่ายายหมายถึงอะไร
แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจหรือไม่พึงพอใจอะไรเพราะเธอเองก็ไม่คิดว่าจะต้องเป็นคนรักของภีอยู่แล้ว
ความเป็นเพื่อนตลอดไปต่างหากคือสิ่งที่ต้อองการจากภี
นานๆ ทีหรอกที่รัณจะรู้สึกดีแบบนี้
นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่ไม่ได้เข้าวัดฟังธรรม ธรรมมะเป็นสัจธรรมที่นิรันดร
รัณอยู่บ้านภี ทุกเช้าจะตื่นพร้อมยาย ช่วยทำครัว ไปตลาด
เก็บกวาดบ้านจนเรียบร้อย ส่วนภีจะค้างที่บ้านสวนและจะกลับมาบ้านใหญ่ในตอนเช้า
จากนั้นภีจะพาเธอขับรถตระเวณทั่วจังหวัด
เขาบอกว่าถ้าใครได้อาบน้ำน่าน แล้วจะได้เป็นสะใภ้เมืองน่าน
ว่าแล้วก็แกล้งจับไหล่ของรัณผลักไปข้างหน้าจนรัณเกือบตกน้ำเข้าจริงๆ
จากริมน้ำน่านภีพาไปที่วัดช้างค้ำวรวิหาร
และอีกหลายต่อหลายแห่งจนทั่วเมืองน่านแล้วจึงพาข้ามมาอีกจังหวัดคือพะเยา
ไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมืองเจ้าเมืองพะเยา แล้วพาไปไหว้พระที่วัด
วัดศรีโคมคำ
ที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดแห่งล้านนามีตำนานนะแต่ยาวเฟื้อยเลยแล้วว่างๆ
จะเล่าให้ฟัง
หลังจากที่ไหว้พระเสร็จก็พาขับรถรอบกว๊านพะเยาชมทัศนียภาพรอบกว๊าน
ณ ที่นี้เคยมีตำนานรักของหนุ่มเมืองน่านกับสาวดอกคำใต้ อะฮ้า..จริงๆ เล้ย
ภีทำเสียงล้อเลียนดาราตลกผู้มีฉายาว่าเสียงหล่อ เอกลักษณ์ของภีคือรอยยิ้ม ภีมักจะทำให้คนอยู่ใกล้หัวเราะได้เสมอ
นี่เองกระมังที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ณรัณทำใจได้เร็วขึ้น
เธอผู้เลอโฉมแห่งเมืองหญิงงามนามดอกคำใต้ เธอชื่ออังคณา
หนุ่มลุ่มน้ำน่านผู้โชคร้ายชื่อ ไอ้ภี
จบ ท่าทางตั้งอกตั้งใจฟังของรัณยั่วยุให้ชายหนุ่มยิ่งแกล้งเธอสนุกสนาน
แท้จริงแล้วตำนานรักที่ว่าเขาเพิ่งกุขึ้นมาเพื่อหลอกถามความในใจของเพื่อนสาวต่างหาก
แล้วในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าอะไรที่ทำให้ณรัณต้อง เผ่น
จากทะเลตรังมาสู่อ้อมอกของลำน้ำน่าน
บางทีความรักก็ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการอยู่ร่วมกันเสมอไป
รักด้วยใจด้วยความบริสุทธิ์ใจต่างหากคือสิ่งที่แน่นอนสวยงามและมั่นคง ภีเหมือนเตือนกึ่งปลอบใจเมื่อได้ยินเรื่องราวจากปากของเพื่อนสาว
รักสามเส้า น้ำเน่าแต่เจ็บลึก หากไม่ประสบเองย่อมไม่รู้สึก เขาคิดเช่นนั้น
หลายเดือนทีเดียวที่ณรัณอยู่ที่นี่ แล้วในที่สุดก็ถึงวันที่รัณต้องไป
บนหนทางสายยาวไกลที่เธอมา เธอเป็นนก เขาเพิ่งนึกได้ เธออาจจะบินไปสู่โค้งรุ้ง
ณ ปลายขอบฟ้าแสนไกลเพื่อไปตามหาบางอย่างที่ทำหล่นหาย
หรือบางทีอาจจะบินกลับไปสู่ดินแดนเดิมที่จากมาเสียนาน
เธอคงคิดถึงรังเดิมที่เคยอุ่น
นี่องค์ชาย คุณกำลังเหม่อจนปลาในสระชะเง้อรออาหารแล้วนะ รัณทักทาย
ท่าทางบ่งบอกเตรียมพร้อมที่จะไป
เป้ใบใหญ่เก็บข้าวของใส่เรียบร้อยรอเพียงแต่คนที่จะไปส่งซึ่งนั่งให้อาหารปลาอยู่ริมสระ
ณรัณนั่งลงข้างๆ
ไม่ไป ไม่ได้หรือ รัณเงียบ เธอจำประโยคนี้ได้ วันสุดท้ายที่เธอจะลา ศิชัชก็เอ่ยประโยคนี้เช่นกัน
เราเป็นนก เธอตอบสั้นๆ เธอจะไป แต่ไม่ได้ไปเพราะต้องการทำใจ
หากแต่ไปเพราะบางอย่างในใจ เธอเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับศิชัช
ไม่มีความรักที่มากกว่าแค่เพื่อนหลงเหลืออีกแล้วสำหรับศิชัช
เธอมั่นใจว่าตอนนี้เธอเอาชนะตัวเองได้แล้ว
เราเคยรักอย่างมีความหวังนะภี แต่รักอย่างมีความหวังสอนให้เรารู้จักผิดหวัง
เมื่อผิดหวังทำให้เจ็บร้าว
เมื่อเจ็บร้าวทำให้สำนึกและเรียนรู้ที่จะรักอย่างมีเหตุผล ประโยคยาวๆ
นี่เองที่ทำให้ภี แอบถอนหายใจ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเธอทำใจได้
กับศิชัช เราก็ยังรักเขาอยู่ แต่รักอย่างเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้เราชนะแล้ว เราต่อสู้กับตัวเองจนเอาชนะใจตัวเองได้ แน่นอนมันยาก
และถ้าหากไม่มีภี ก็ไม่แน่ว่าเราจะได้ ภียังคงเงียบเฉย
เขาไม่อยากรับรู้ในความรู้สึกของเธอที่มีต่อศิชัช ไม่จำเป็นที่เขาต้องรู้
เพราะถึงอย่างไรเธอก็ต้องจากไป
จนกว่าวันหนึ่งที่เธอไม่มีใครแล้วนั่นแหละเขาจึงจะได้พบเธอ
ทุกครั้งที่รัณมาหาเธอมักพกพาความโศกเศร้ามาด้วยเสมอ
และทุกครั้งที่เธอจากไปเขาจะได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
เธอไปพร้อมกับรอยยิ้มและความสบายใจที่ได้รับ
ทำไมรัณต้องไป เขาพูดโดยไม่มองหน้าเธอสักนิด เหมือนจะโกรธ ณรัณโอบข้างหลัง
แนบแก้มนวลกับแผ่นหลังกว้าง น้ำตาเปียกชื้น ความเงียบงันเข้าครอบงำอีกครั้ง
ดอกบัวสีม่วงยังบาน ดอกผักบุ้งม่วงอมขาวบานอยู่ใกล้ๆ กลิ่นมะลิหอมกรุ่น ทุกอย่างณรัณเก็บเอาไว้ในความทรงจำเรียบร้อยพร้อมที่จะเปิดลิ้นชักความทรงจำนี้ทุกเมื่อที่คิดถึงภี
เพราะเธอพร้อมที่จะไป ทุกครั้งที่รัณมาหาภี
และทุกครั้งที่เธอจะไปเธอไม่เคยถูกเหนี่ยวรั้ง นอกจาก
.
แล้วกลับมานะ เท่านั้นเอง แต่ครั้งนี้
ไม่ต้องไป ขอร้อง อยู่ด้วยกันที่นี่ ได้ไหม แล้วภีก็หันมาโอบกอด แนบชิด
นิ่ง นาน
....
ไยจะทิ้งหัวใจ ที่รักเธอมากมาย ได้ลงคอ
ไม่รู้บ้างหรือไรหนอ ว่ารอมานาน แค่ไหน
กว่าจะได้พบเจอ แทบสิ้นแล้ว ลมหายใจ
อยู่ๆ จะจากไป ไม่ห่วงใย หรือไรกัน
..
สองแขนคลายจากร่างบาง ภีจ้องตาเหมือนจะหาคำตอบจากดวงตานั้น
ต้องไป คำตอบของรัณทำให้ภีคอตก แล้วเขาก็เป็นได้แค่คนรักษาแผล
เมื่อเธอหายดีก็จากไป เหมือนเดิม
ภีจำได้ไหมว่าเคยพูดอะไรไว้กับรัณเมื่อคราวก่อน
เขาทบทวนสิ่งที่เธอถาม ...จะรักรัณอย่างที่รัณให้รัก เขาพูดเบาจนเหมือนพึมพำในลำคอ
ใช่แล้ว ภีจะรักรัณอย่างที่รัณให้รัก เมื่อก่อนนั้นให้รักแค่เพื่อน
แต่ตอนนี้ให้รักอย่างคนรัก เราจะลงเรือลำเดียวกันและช่วยกันพายดีไหม
แล้วทั้งคู่ก็ยิ้มให้แก่กัน
เป็นยิ้มแรกที่ปลื้มปีติที่สุดในชีวิตตั้งแต่รู้จักกับความรัก
เอ๊ะ แล้วทำไมต้องไป ภียังสงสัย
ก็ไปเก็บของย้ายบ้านสิคะ
จะมาเป็นสะใภ้เมืองน่านทั้งทีขอเอาน้ำทะเลมาอาบบ้างสักนิดไม่ได้หรือไง
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะสดใส
จะแค่เพื่อนหรืออย่างไร ในเมื่อรักเธอล้นใจออกปานนี้
/
พิพม์ครั้งแรก
: วัยน่ารัก..