รอยทรายใต้เงาจันทร์

โดย : นางฟ้าใจน้อย  .


หญิงสาวนั่งพิงพนักเท้าสองข้างพาดไขว้กันบนเบาะนั่งตรงข้าม วันนี้รถไฟไม่แน่น
เพราะไม่ใช่หน้าเทศกาลเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเดินทางช่วงเทศกาลประจำปี
นอกจากจะแน่นโบกี้แล้วยังมีบางส่วนบนหลังคา ทุกคนมุ่งหน้าสู่ปลายทางเดียวกัน
 ใจหาย.. เมื่อเห็นภาพ และวันนั้นเธอก็ไม่ได้เดินทางอย่างที่ตั้งใจเพราะ
ให้ตั๋วรถไฟกับหญิงคนหนึ่งที่มีลูกเล็กๆ อีกสามคน แล้วเธอก็หิ้วกระเป๋ากลับมา
ฉลองปีใหม่คนเดียวที่บ้าน แต่วันนี้หลายคนถึงกับนอนเหยียดยาวไปกับเบาะ
เพราะที่นั่งว่าง

 หญิงสาวนั่งมองออกนอกหน้าต่าง ความมืดครอบคลุม ทั่วพื้นที่ทะมึนดำด้วยป่ายาง ท้องฟ้าไม่มีดาว…
นกไม่มีถิ่น เที่ยวผกผินบินเรื่อยไปท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ หมู่แมกไม้สุดสายตา ฝันนั้นฝันเลื่อนลอย คอย
อยวันเวลา แสงตะวันลับตา มุ่งสู่ที่พักพิง…. เสียงเพลงจากซาวน์อเบาท์ตอกย้ำหัวใจให้เจ็บช้ำยิ่งขึ้น
 ลมแรงพัดเข้าหน้าต่างทำให้หน้าชา เธอเป็นนกพเนจรแล้วสินะ

รอยไม่เข้าใจตัวเองนักหรอกสำหรับความรู้สึกในตอนนี้ กับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่กี่ชั่วโมง เธอไม่อยากโทษ
ตัวเองที่เป็นคนเจ้าอารมณ์ แต่เธอทนไม่ได้จริงๆ กับการถูกขโมยความคิด

“ฉันลาออกค่ะ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายในที่ประชุมก่อนที่จะวางแฟ้มเอกสารลงและเดินออกมาจากห้องประชุม
อย่างไม่หวั่นไหว เป็นการเสียมารยาทอย่างแรงและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำแบบนี้ ความตั้งใจทั้งหมดพัง
ทลายลงในพริบตา เมื่องานชิ้นหนึ่งของเธอถูกก๊อบปี้และนำเสนอ

ในชีวิตของรอยไม่เคยเดินออกนอกกรอบ เธอดำเนินชีวิตอย่างปกติสามัญชน เรียนจบมหาวิทยาลัยและหางานทำ
ทำงานอย่างตั้งใจ เต็มใจและมีความสุขกับงานที่ทำ รอยก้าวตามขั้นแต่ละขั้นอย่างใจเย็นด้วยคุณภาพ แต่ใน
วันนี้เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักอย่างแรงให้ล้มลง

“มาเก็ตติ้งต้องวิ่งให้ทันคู่แข่งอยู่เสมอ แต่อย่าคลาดสายตาจากศัตรู” คำพูดที่ถูกตอกย้ำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่
รอยจะเดินออกมาจากบริษัทและไม่เหลียวหลังกลับไปอีก

เสียงรถไฟดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และอีกไม่นานก็จะถึงจุดหมาย แต่ปลายทางของรอยต้องลงเรือไปอีกเกือบ
สองชั่วโมง รอยหนีความวุ่นวายบนพื้นแผ่นดินกว้างใหญ่ไปสู่ความเงียบสงบบนเกาะเล็กๆ ห่างไกล

“คนเรา หนีอะไรก็หนีได้แต่หนีตัวเอง หนีความจริงไม่มีใครหนีพ้นหรอก” เจ้าของประโยคนี้เองที่รอยกำลังจะไปหา

เสียงโมบายเปลือกหอยที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๋งกริ๋ง รอยอมยิ้ม… เปลือกหอยหลากหลายขนาดที่เธอเก็บมากอง
แล้วบรรจงเลือกเปลือกสวยเรียงร้อยจนได้สมดุลเป็นโมบายเสียงใสเมื่อสายลมโบยพัด ปลาดาวแห้ง เปลือกหอย
ปะการังที่เสียบในแจกันลูกมะพร้าวแห้ง ทุกอย่างยังเหมือนเดิมที่บ้านต้นมะพร้าว และชายหนุ่มผมยาวเจ้าของ
บ้านกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานตรงหน้า รอยนั่งลงตรงข้าม

“รอยทราย” เสียงเบาเหมือนไม่เชื่อสายตาว่าที่มองเห็นนี้เป็นความจริง

“รอย” เขาจับแขนรอยกำแน่นเหมือนกลัวว่าเธอจะละลายหายไปต่อหน้า รอยยิ้มเหมือนที่เคยยิ้ม น้ำตาที่เก็บกลั้น
มานานเอ่อล้นรินไหลอาบแก้ม

“มา ไม่บอก” เขายังคงพูดสั้นๆ ง่ายๆ เหมือนที่เคยเป็นเสมอ

“คิดถึง” นั่นคือวามรู้สึกจากใจ

“กำลังซ่อมหลังคาซุ้ม พายุเข้า” รอยเพิ่งจะสังเกตรอบข้าง ร่องรอยหลังพายุทำให้หน้าหาดเกลื่อนไปด้วยเศษกิ่งไม้
ใบไม้และ ทางมะพร้าว

“รอยออกจากงานแล้ว” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของรอยทำให้เขาขมวดคิ้วและนั่งลงตรงขอนมะพร้าวที่หัก โค่นอยู่ใกล้ๆ
รอยนั่งลงข้างๆ สนทนา

“ไม่รู้สิ รอยอาจจะเจ้าอารมณ์ไปหน่อย ความอดทนน้อยไปนิดแต่รอยทนไม่ได้จริงๆ กับการถูกขโมยความคิด”

เขายิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อหญิงสาวพูดจบ “ความคิดคนเราอาจจะเหมือนกันได้ แต่อยู่ที่ใครจะลงมือทำก่อนต่างหาก”

นี่ไม่ใช่คำปลอบใจ และรอยก็รู้ เขาพูดถึงความจริงที่เป็นไปได้ในสังคม เธอยักไหล่ นั่นหมายถึงยอมรับ แต่เธอก็รู้ว่า
ควรพูดเท่านี้สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น รอยมักจะสรุปอะไรๆ ให้จบลงด้วยประโยคสั้นๆ เสมอ แล้วเขาก็หิ้วกระเป๋าใบโต
ของรอยไปที่บ้าน หญิงสาวเดินตามร่างสูงที่คุ้นตามานาน เขาผอมลง ผิวกร้านแดด ผมยาวสยายเต็มแผ่นหลัง
เธอสังเกตได้ว่าผมของเขายาวขึ้น

“ตัดผมสั้นทำไม” เหมือนเขาจะรู้ว่ารอยกำลังคิดถึงเรื่องผมจึงได้ถามขึ้น

“เบื่อหน้าตัวเอง” รอยลูบท้ายทอย ใจหายนิดๆ ที่ผมเหลือสั้นเพียงต้นคอ เธอเคยผมยาว ยาวถึงกลางหลังดำขลับ
เป็นมันวาว เขาเคยชื่นชมกับผมของเธอและย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าตัดผม แต่เธอก็ตัด เขาเงียบ รอยไม่รู้ความคิด

รอยขึ้นไปบนบ้านต้นมะพร้าว บ้านที่รอยเคยมา ‘หลบ’ ความวุ่นวายของเมืองหลวงอยู่พักใหญ่เมื่อช่วงปิดซัมเมอร์
เธอมาช่วยเขาสอนหนังสือเด็กชาวเลที่นี่ เขาเป็นครูอาสา เป็นศิลปินอหังการที่เข็ดขยาด หวาดกลัวและชิงชังเมือง
หลวงอย่างเข้าเลือด ครั้งแรกที่รอยรู้จักเขาเมื่อหลายปีก่อน คือชายหนุ่มผมยาวถึงกลางหลัง สวมเสื้อผ้ามัดย้อมสีแสบตา
นุ่งโสร่งปาเต๊ะยาวกรอมเท้าลายพร้อย และห้อยสร้อยลูกปัดเต็มคอ สะพายย่ามเก่าๆ หอบแผ่นเฟรมและขาหยั่ง
เดินลากรองเท้าแตะไปตามชายหาดเพื่อหา ‘ที่’ เหมาะๆ นั่งเขียนรูป รอยไม่ได้ทึ่งหรือชื่นชอบในภาพลักษณ์ดังกล่าว
เพราะเธอเหยียดเย้ยและหมิ่นแคลนในคนที่ ‘ไม่เห็นได้ใช้สมอง..’ ในความคิดของเธอ แต่เมื่อได้พูดคุยสนทนา
แล้วต่างหากที่ทำให้รอยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเขา

บางที สิ่งที่เรามองเห็น กับความจริงที่เป็น อาจจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้…

“รอย จะมาช่วยมัตถ์สอนหนังสือ..” ความเงียบงันที่ครอบคลุมทำให้รอยยากจะเดา ปรมัตถ์คิดแต่ไม่พูด เขาเพียง
แอบถอนหายใจ-ใช่ว่าเขาจะไม่อยากให้เธออยู่ รอยทรายคือสิ่งเดียวที่เขา ‘รอ’ ตลอดเวลา แต่เมื่อเธอมาเขากลับ
ไม่แน่ใจว่าเธอจะอยู่กับเขาตลอดไป เพราะเหตุผลที่เธอออกจากงานเพียงแค่ทนไม่ได้ที่ถูกก๊อบปี้ความคิด แล้วที่นี่…
มีอะไรอีกมากที่หนักกว่า ปรมัตถ์ไม่แน่ใจในความอดทนของรอยทราย

“แล้วแต่รอย” เขาพูดเรียบๆ รอยทรายใจหาย เขาไม่ยินดีที่เธอมาหรืออย่างไรนะ

****

“ยิปซีทะเล..คืออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกแทนชาวเล พวกเขามีทะเลเป็นบ้าน เมื่อก่อนจะมีเรือไม้ระกำที่มีใบจากเย็บมุงหลังคา
เป็นที่อยู่อาศัย มีทะเลเป็นแหล่งทำมาหากินและเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาอยู่อย่างสันโดษ ไม่ชอบสมาคม เกาะลันตา
เป็นเสมือนเมืองหลวงของชาวเลเพราะมีชาวเลมาตั้งรกราก เป็นแห่งแรกและมากที่สุด ผิวที่กร้านแดด ผมหยิกหยาบ
บ่งบอกถึงลักษณะชาติพันธุ์ของชาวเล พวกเขาไม่มีภาษาเขียน มีเพียงภาษาพูด คำว่าลันตาเป็นภาษาชาวเล พวกเขาถือ
ว่าลันตา คือบ้านบนพื้นดินของเขา ส่วนท้องทะเลคือบ้านที่พวกเขาก่อกำเนิดเกิดมา ที่นี่ต่างจากลันตาก็ตรงประชากร
ยังน้อย และยังไม่มีเจริญวัตถุมากนักทำให้ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ” สองหนุ่มสาวเดินเลียบริมชายฝั่ง ต้นมะพร้าวเอนลู่
ไปกับลม ลูกมะพร้าวแก่จัดปลิดขั้วเกลื่อนพื้นทราย ทางมะพร้าวหักกองใกล้โคนต้น ลมทะเลยังพัดพา คลื่นโยนเป็น
จังหวะกระทบโขดหิน ปรมัตถ์ ‘ให้’ ความรู้ใหม่หลายอย่างแก่รอย

“เด็กที่นี่ด้อยการศึกษา จะว่าไปแล้วเด็กชาวเขาเสียอีกที่มีโอกาสดีกว่าเด็กชาวเล เพราะเด็กชาวเขายังมีครู มีหมออาสา
สมัคร แต่เด็กชาวเล น้อยนักหรอกที่จะได้รับการเหลียวแล แม้จากเหล่าบุคคลผู้กินอุดมการณ์เป็นอาหารหลักก็เถอะ”
ชายหนุ่มพูดเหมือนน้อยใจแทนบรรดาเด็กๆ ชาวเลเหล่านี้

“อย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้มัตถ์.. อยู่ที่นี่”

“ก็ด้วย.. แต่มากกว่านั้นผมก็มีเหตุผลที่สำคัญกว่า” เหตุผลของปรมัตถ์คือ ‘แผล’ ชีวิตที่เขาได้พานพบเมื่อครั้งวัยยังน้อย
อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้พี่ชายคนเดียวต้องเสียชีวิตทันทีและ..ต่อหน้าต่อตา นอกจากแผลกายที่ได้รับมาก็คือแผลใจ
ที่ไม่มีวันเยียวยาให้หายได้

“แผลใจหายยากกว่าแผลกายหลายร้อยเท่านัก” คำพูดหม่นๆ ของปรมัถต์ ทำให้รอยใจหาย เขาช่างมีอะไรในใจมากมาย
เสียจริงๆ และเพราะความที่เขา ‘ไม่เหมือนคนอื่น’ นั่นเองคือแรงขับดัน ให้มีความพยายามที่จะเอาชนะคำสบประมาท
ของใครต่อใครให้ได้ ปรมัตถ์สร้างตัวเองจนมีชื่อเสียงด้านศิลปะ บางสถาบันการศึกษาต้องการตัวเพื่อเป็นอาจารย์พิเศษ
บางแกลเลอรี่ต้องการเขาเพื่อสร้าง ‘ชื่อ’ บ่อยกว่าบ่อยที่เขาได้รับเชิญไปแสดงผลงานเดี่ยวตามสถานที่ต่างๆ
เขาลบคำสบประมาทออกจากปากทุกคนได้อย่างสิ้นเชิง

“แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว.. มันก็ล้น” ดังนั้นเองเขาจึงพาตัวเองหลีกหนีความเป็นไปในสังคมที่เขารู้สึกว่า ‘มันล้นแล้ว’ สำหรับ
ตัวเอง

“เพราะรู้สึกว่า ความรู้ของเราน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นมากกว่าแค่นี้” คือเหตุผลที่ปรมัตถ์มาอยู่ไกลถึงเกาะเล็กๆ ของฝั่ง
อ่าวไทย

“แต่เหตุผลของรอย...ไม่เหมือนมัตถ์ รอยรู้ว่าที่รอยมาที่นี่เพราะหนี… ความจริง บางทีถ้ารอยทำใจได้รอยอาจจะ..กลับไป
หรืออีกบางทีรอยอาจจะอยู่ ด้วยเหตุผลเดียวกับมัตถ์”

“อยากให้เป็นอย่างหลัง”

****

แล้วเกาะห่างไกลแห่งนี้ก็มีครู…เพิ่มขึ้นมาอีกคนในโรงเรียนเล็กๆ ที่สร้างขึ้นง่ายๆ จากผู้ปกครอง ‘ช่วยๆ กัน’ จนเป็นรูปเป็น
ร่างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ ‘ครูมัตถ์’ มาอยู่ใหม่ๆ

“กว่าจะทำให้ผู้ปกครองของเด็กๆ ยอมรับได้…ยากกว่าเขียนรูปส่งประกวดให้ได้ที่หนึ่ง” ซึ่งความจริงเป็นอย่างนั้น คนเล
วางใจทะเลมากกว่า ‘คนพื้น’ เสียอีก แต่รอยทรายก็ ‘สร้าง’ ความเชื่อใจให้คนที่นี่ไม่ยากนัก เพราะเธอ “เป็นเพื่อนครูมัตถ์ค่ะ”
นั่นคือคำอธิบาย และมากกว่านั้น รอยทรายยิ้มและมีมนุษยสัมพันธ์ดี… มันเป็นความเคยชินจากอาชีพเก่า เธอคิดง่ายๆ

รอยทรายอยู่ที่เกาะ เป็นครู และเธอก็มีความสุข…สุขใจ ที่ได้ทำอะไรด้วยความสบายใจ

“แปลกนะมัตถ์ ตอนทำงานที่กรุงเทพฯ เงินเดือนก็เยอะ แต่มันรู้สึกหาเท่าไรก็ไม่พอ มีเท่าไรก็ไม่พอ อยากได้โน่น อยากได้นี่
สร้างวัตถุให้ตัวเอง พอสุดท้าย… กลับอยู่ตัวเปล่า” รอยทรายเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่เป็นอยู่ จากที่เคยมี เป็น ไม่มี แต่ได้
‘สบายใจ’

“สร้างความคุ้นเคยกับสิ่งใดไว้มากๆ ก็ชินกับมัน สร้างความสบายก็ชินกับความสบาย อยู่กับความลำบากก็ชินกับความลำบาก
ความเคยชิน..สร้างยังไงก็ได้อย่างนั้น” คือคำพูดของปรมัตถ์

บ่ายของวันหนึ่งขณะที่รอยกำลังสอนหนังสือเด็กๆ ใต้ร่มไม้ริมหาด..เธอพานักเรียนเปลี่ยนบรรยากาศ แล้วก็ได้พบสิ่งที่ไม่คิด
ว่าจะได้พบ… เพื่อนเก่าที่ทำงานเดิม แต่จะว่าไป..ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นเพื่อน เรียกว่า ‘คนเคยร่วมงาน’ ดูจะตรงความหมายที่สุด
“โอ๊ะ นึกว่าไปอยู่เมืองนอก ที่แท้ก็ยังอยู่… อยู่เกาะเล็กอย่างนี้ ขายอะไรเหรอจ๊ะรอยทราย” สายตาที่มองเหยียดๆ
รอยไม่รู้เหมือนกันว่าอุปลักษณะอย่างนี้ผู้หญิงคนตรงหน้าไป ‘ก๊อปปี้’ ใครมา หรือเป็นอย่างนี้… ติดตัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

“บางที ไม่ขายอะไรเลย ก็ได้ความสบายใจนะ” รอยทรายพูดเรียบๆ ขณะที่นักเรียนของรอยนิ่งเงียบ เด็กๆ คงแปลกใจ...
อยู่ผู้หญิงที่แต่งตัวประหลาด กับใครอีกก็ไม่รู้มากันเต็มเกาะ รอยทรายเองก็ยังสงสัย ที่นี่ไม่ใช่ที่เที่ยว กลุ่มที่มา..ไม่ได้มา
เที่ยวแน่นอน ปรมัตถ์เดินมาหา บอกรอยว่ามีเรื่องจะคุยด้วย รอยเลิกสอน ปล่อยเด็กๆ กลับบ้าน

“แฟนเหรอ” อยู่ๆ ผู้หญิงที่แต่งตัวประหลาด..ของเด็กชาวเลก็โพล่งขึ้น รอยทรายขัดใจ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยคิดก่อนพูดเลย
สักครั้งเดียว

“ค่ะใช่” รอยเพียงแต่…ตอบปัดๆ ไปให้จบเรื่อง เพื่อที่จะได้คุยธุระกับปรมัตถ์

“ต๊าย นึกว่าจะหาได้ดีว่านี้ ที่แท้ก็ได้แค่ชายพิการชาวเกาะ” ความอดทดทนของรอยไม่ได้มากมายนัก และมันก็สิ้นสุดลง
เมื่อมันถึงที่สุด

“คนที่สวยแต่หน้า หากว่าจิตใจต่ำกว่าคนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคบหา ตรงข้าม ถ้าคนคนนั้น
ไม่มีแขนไม่มีขาแต่ถ้าจิตใจประเสริฐกว่า…ก็น่ายกย่องนับถือและน่าเรียกว่า ‘คน’ มากกว่า” แล้วรอยทรายกับปรมัตถ์ก็เดิน
หนีไปจากตรงนั้น ปล่อยให้หญิงสาวผู้มาเยือน ยืนกระทืบเท้ากรีดร้องเสียงดังเป็นที่สงสัยและสนุกสนานของเด็กๆ ที่แอบ
มองหลังต้นมะพร้าวใหญ่

“สองกลุ่มที่มา กลุ่มแรกมาเรื่องที่ดิน จะสัมปทาน…ไม่แน่ใจว่ารังนกหรือชายหาด” ปรมัตถ์พูดอย่างเครียด เพราะนั่นคือ
ปัญหาใหญ่ของชาวเกาะ ถ้าเพียงแต่มี ‘คน’ …เกาะนี้ก็จะไม่เหมือนเดิม

“โต๊ะหมอว่าไง” รอยทรายหมายถึงผู้นำทางศาสนาของชาวเล และเป็นผู้นำประจำกลุ่ม

“ยังไม่ตัดสินใจ ต้องคุยกับลูกบ้าน แต่วันนี้นายอำเภอก็มาด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”

“ยายแม่มดนั่น…มากับกลุ่มนี้แน่เลยสิ รายนี้ อะไรซื้อได้ขายถูก ไม่มีพลาด” รอยทรายให้ฉายา

“เปล่า เค้ามากับเพื่อนที่เคยจัดงานศิลปะกลุ่มเดียวกันกับผม เค้ามาตามผม ไปแสดงงานศิลป์”

“แล้วมัตถ์ว่าไง” รอยทรายใจหาย ทำไม ‘เรื่อง’ มันมาพร้อมกันอย่างนี้ก็ไม่รู้

“ถ้าไปแสดงงาน ผมได้เงิน ซึ่งมันจะทำให้สถานะบางอย่างของคนบนเกาะนี้.. ดีขึ้น อย่างน้อยถึงที่นี่จะไม่มีหมอ
แต่ยาสามัญประจำบ้านหรือเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก็จำเป็น และมากกว่านั้นอาจจะไม่ต้องมีคนอื่นมาช่วย
แชร์ชายหาด” รอยเข้าใจความหมาย ชื่อเสียงของปรมัตถ์…ขายได้

“แล้วถ้ามัตถ์ไม่ไป..”

“บางทีเราอาจจะไม่มีโรงเรียน ไม่ได้เป็นครูแล้ว” ปรมัตถ์นั่งเครียด.. เขาขีดพื้นทรายด้วยปลายไม้ ไม่เป็นรูปร่าง
แสดงให้เห็น.. ความสับสนในใจ

“บางทีความเปลี่ยนแปลงอาจจะ…มา โดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว แต่มันยากที่จะให้ยอมรับได้ง่ายๆ โดยไม่ทันเตรียมตัว”
ปรมัตถ์เพียงแต่เปรย…กับตัวเอง

“รอย..จะอยู่เป็นเพื่อนมัตถ์” รอยทรายปลอบโยน ด้วยความรู้สึกจากใจ

“ขอบคุณนะรอย.. ผมเคยคิดนะว่าคุณค่าของคนไม่ใช่แค่จากผลงาน เพราะคำว่าผลงาน…ผมสร้างมันขึ้นมามากจน
ไม่แน่ใจว่า ค่าที่คนเขาเห็นคือค่าของผมหรือค่างานของผมและราคาของตัวผม จนผมได้มาอยู่ที่นี่ ผมรู้ถึงได้รู้ว่า
ตัวเองมีค่า.. ไม่ใช่ราคา”

“รอยว่า...เราอย่าเพิ่งพูดกันเรื่องนี้เลยดีไหม เพราะเราก็ไม่รู้ว่าทางผู้ใหญ่ ทางอำเภอเขาจะว่ายังไง บางทีมันอาจจะ
ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”

“ผมไม่อยากขายรูป” ปรมัตถ์เขียนรูปทุกรูปด้วยใจ เขาจึงไม่ค่อยจะขายภาพเขียนนัก และอาจเพราะอย่างนี้ ‘ราคา’
ของภาพจึงยิ่งสูง…

“รอยก็ไม่อยากให้รูปของมัตถ์ ไปอยู่กับคนอื่น”

“ถ้าเพียงแต่จะมีใคร..เห็นค่าของเกาะนี้ ก็ดีสินะ?” คำพูดสุดท้ายก่อนที่ทั้งคู่จะไม่พูดเรื่องนี้อีก เพราะต่างก็ไม่รู้ว่า
อะไรจะเกิดขึ้น ทั้งปรมัตถ์และรอยทรายไม่เคยก้าวเข้าไปมีส่วนในสังคมที่นี่มากไปกว่าทำตัวเสมือนหนึ่งเป็น
‘ชาวบ้านธรรมดา’ ปรมัตถ์หลีกเลี่ยงที่จะมีบทบาททุกด้านนอกจากเป็นครูสอนหนังสือ และชาวบ้านก็รักเขาใน
ฐานะที่เขาเป็นครู…

ท้องฟ้ายามค่ำคล้ายๆ ผืนผ้าสีดำถูกเจาะรูและขึงไว้ จากนั้นก็ส่องด้วยโคมไฟดวงโต สวย.. อย่างบอกไม่ถูก

“ฟ้าที่นี่สวยกว่าทุกๆ ที่ที่เคยพบมา รอยดูพระจันทร์ในน้ำนั่นสิ มันสวยนะ มันสวยกว่าพระจันทร์บนฟ้าตั้งเยอะ”
ริมระเบียงบ้านต้นมะพร้าวยามดึก ลมทะเลพัดโมบายเปลือกหอยเสียงกังวาล

“หลอกตา…” รอยมองไปยังท้องทะเลที่มีเงาระยับสีทองของพระจันทร์ที่ส่องกระทบผืนทะเลสีดำ

“นั่นสิ.. ถ้าคิดว่าแค่เงาพระจันทร์ในน้ำ แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง นั่นคือภาพที่สะท้อนความจริงต่างหาก คนเราชอบ
มองขึ้นไปสูงๆ สิ่งที่อยู่สูง สวยก็จริงแต่อีกด้านหนึ่งของความสวยที่เราเห็น อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้”

“อย่างเงาพระจันทร์ในน้ำที่มัตถ์พูดถึงนี่ใช่มั้ย”

“คนด้วย ที่เราเห็นกับความจริงที่เขาเป็นหรืออีกมุมหนึ่งของเขาที่เราไม่เห็น อาจจะตรงกันข้าม”

“มัตถ์นี่..คิดมากเหมือนกันนะ รอยไม่นึกว่าพวกศิลปินนี่จะคิดมากกันได้ขนาดนี้ แต่เค้าว่ากันว่าพวกศิลปินอ่อนไหว
จริงหรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ ผมเป็นครูและเป็นแค่ชายพิการชาวเกาะคนหนึ่งเท่านั้น” ปรมัตถ์ตอบเรียบๆ เขาพยายามลบภาพ ‘ศิลปิน’
ออกจากตัวเอง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสักนิดเดียว และเขายังจำคำพูดเหยียดเย้ยของอดีตเพื่อนร่วมงานของรอยได้
นั่นก็ทำให้รอยทรายใจหาย… ปรมัตถ์ถูก ‘สะกิด’ แผลชีวิต

“มัตถ์ ยัยนั่น ปาก..ไม่มีหูรูด มัตถ์ใส่ใจทำไม”

“เขาพูดความจริง ความจริงปฏิเสธไม่ได้”

“แล้วมัตถ์ต้องใส่ใจความจริงที่ทำให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์นั่นทำไม ไม่จำเป็นเลยมัตถ์ไม่ได้ประหลาดไปกว่าคนอื่นๆ
ก็เพียงแค่มัตถ์เดินได้ไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้หมายความว่ามัตถ์ไม่ใช่คนดีนี่.. จริงๆ นะมัตถ์ ไม่มีใครเขาใส่ใจภาพ
ลักษณ์ภายนอกของมัตถ์สักนิดเดียว อย่าให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์เพราะคำพูดที่ไม่คิดของคนอื่นสิ รอยอยู่ข้างมัตถ์
เสมอนะ”

“ขอบคุณนะรอย ผมดีใจที่รอยไม่คิดอย่างผู้หญิงคนนั้น”

“เหมือนพระจันทร์บนฟ้านั่นแหละมัตถ์ เงาในน้ำ..ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ได้มอง”

****

ในบ่ายวันต่อมา อีกกลุ่มหนึ่งที่เรือเพิ่งจอดเทียบฝั่ง รอยทรายไหล่ตก.. ปรมัตถ์นั้นถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้น เขาแน่ใจว่า..
วันนี้คงได้เป็น ‘ครู’ วันสุดท้าย

“ขอโทษครับ เรามาพบผู้นำของหมู่บ้าน พวกเราเป็นตัวแทนนักศึกษา กลุ่มนักอนุรักษ์แล้วก็นักมานุษยวิทยา เราได้ยิน
มาว่าที่นี่จะมีการสัมปทาน พวกเราจะขอคัดค้าน… เราไม่ยอมที่จะสูญเสียสิ่งดีๆ ไปกับธุรกิจเป็นอันขาด..
ไม่ทราบว่าคุณสองคนจะให้ความร่วมมือกับเราหรือเปล่า?” เท่านั้นเองรอยทรายก็แทบจะกระโดดกอดคอปรมัตถ
์อย่างดีใจ

“ครับ ว่ายังไง พวกคุณหน้าตาท่าทางไม่เหมือนคนที่นี่ เป็นนักท่องเที่ยวหรือว่าเป็นอาสาสมัคร..”

แล้วทุกอย่างก็เป็นไปในทางที่ดี

ปรมัตถ์ยิ้มให้เด็กนักเรียนหัวหยิกของเขาที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ใกล้ๆ คิดในใจ “เจ้าหนูเอ๋ย บ้านเจ้ายังอยู่เหมือนเดิมแล้วนะ”


รั้งแรก : www.thai.net/withlove stoeries contest 2544

 

กลับไปที่ หน้าแรกของ section นี้

 

1