หญิงสาวเดินดูงานเรื่อยๆ เอื่อยๆ อย่างไม่ไยดีนัก
อาจเพราะยังเช้าอยู่และเป็นวันสุดท้ายของงาน คนที่เข้ามาชมงานมีเพียงไม่กี่คน
ภาพเขียนบางภาพถูกติดไว้ด้วยป้ายเล็กๆ ว่า จองแล้ว
ซึ่งนั่นหมายความว่าหลังจากเสร็จงานภาพดังกล่าวก็จะเปลี่ยนเจ้าของไป แล้วกิรปันก็มาสะดุดตาเข้ากับภาพเขียนภาพหนึ่ง
มันไม่ได้สวยงามสักเท่าไหร่นักในสายตาเธอ รูปที่เธอก็ไม่รู้จะมองยังไงให้ออก
เชอะ ก็แค่ผ้าใบเปื้อนสี แสนสอง ไม่ได้แอ้มเงินกิรปันหร้อก
เสียงพึมพำที่ไม่เบานักของหญิงสาวทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังต้องชะโงกหน้ามาดูรูปที่เธอกล่าวถึง
มันเป็นรูปที่เกิดจากความตั้งใจ ไม่ใช่เปื้อน
ถ้าเปื้อนหมายความว่าไม่ได้ตั้งใจแต่เป็นความบังเอิญหรืออุบัติเหตุ
ก็เหมือนกันแหละ
ใครจะรู้ว่าด้วยความตั้งใจหรือเพราะสีหกใส่จึงได้ออกมาเป็นภาพนี้
เป็นใครก็ไม่รู้อยู่ๆ ก็มา อวดภูมิ ให้หมั่นไส้
แต่งตัวหรือก็ไม่เหมือนชาวบ้าน ดูท่าทางจะไม่ปกติ
แล้วอะไรล่ะที่ว่าตั้งใจและไม่ใช่แค่..เฟรมผ้าใบเปื้อนสี เขาย้อนถาม กิรปันเงียบเพราะรู้สึกว่าถูกตั้งคำถามที่เธอไม่เคยคิดว่าจะต้องตอบ
ไม่รู้ และก็ไม่อยากรู้ด้วย เธอเดินหนีเขาไปดื้อๆ อย่างไม่มีเหตุผล กิรปันค่อนข้างเจ้าอารมณ์
และใจร้อน ยิ่งการพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ขัดแย้งในความคิดยิ่งทำให้กิรปันหัวเสีย
ตาบ้า ยุ่งจริง กิรปันบ่นอุบ แล้วเธอก็เลือกมุมเพื่อตั้งกล้องถ่ายภาพ
เพราะรายงานชิ้นนี้นอกจากจะต้องสัมภาษณ์ศิลปินแล้วยังต้องมีภาพถ่ายประกอบรายงาน
พร้อมทั้งจุดประสงค์ของการจัดงานด้วย
ขอโทษ เราไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ ชายหนุ่มคนเดิมกับท่าทางสุภาพ
แม้เครื่องแต่งกายที่สวมใส่ดูแปลกตาเพราะเขาสวมเสื้อผ้าป่าน
ดิบสีขาวหม่นกับกางเกงสีเดียวกัน ผมยาวรวบไว้ด้วยเชือกหนังสีน้ำตาล
แต่ท่าทางการพูดสุภาพนุ่มนวลทำให้กิรปันไม่กล้านักที่จะก้าวร้าว
อะไรกันนักหนา แค่ถ่ายรูปก็ต้องหวงด้วย นี่จะบอกให้นะ ฉันน่ะไม่ได้พิศวาสรูปเขียนพวกนี้เลยสักนิดเดียว
ถ้าไม่เพราะต้องทำรายงานส่งอาจารย์ล่ะก็ แม้แต่หางตาก็อย่าหวังว่าฉันจะแล
อ้อ เป็นนักเรียน ขอโทษ ถ้าอย่างนั้นเชิญที่โต๊ะประชาสัมพันธ์
กรอกข้อมูลสำหรับขออนุญาตสักนิด
เขาผายมือเชิญอย่างสุภาพและเดินนำเธอไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์
นักศึกษาต่างหาก ถ้ารู้ว่ายุ่งยากอย่างนี้ ทำรายงานด้านอื่นก็ดี เธอแก้ตัว
เพราะคำว่านักเรียนเหมือนจะบอกว่าเธอยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่
แต่ในความหมายของคนพูด.. เขาคิดอย่างนั้น ดูเถอะ ตัวนิดเดียวเถียงคำไม่ตกฟาก
ท่าทางคงรั้น หากคนใจเย็นก็เพียงคิดในใจไม่พูดให้อีกฝ่ายได้ยิน
นี่นะคะสูจิบัตรงานซึ่งจะรวมวัตถุประสงค์ของการจัดงานไว้แล้ว
ส่วนเรื่องสัมภาษณ์ศิลปิน เออ..คุณเจษฎาคะ
หัวข้อรายงานของน้องเค้ามีสัมภาษณ์..
ประชาสัมพันธ์สาวหันมาคุยกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังกิรปัน เธอคิดในใจ
เก้าอี้มีก็ไม่นั่ง ยืนค้ำหัวอยู่ได้
ปิดงานค่ำนี้ก็คงจะยุ่ง ศิลปินคงไม่มีใครมีเวลาว่าง
ส่วนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมา เธอจะรอหรือเปล่า? สักบ่ายโมง ชายหนุ่มหันมาถาม
ก็แหงล่ะ ไม่งั้นรายงานจะเสร็จได้ยังไง
ถ้าอย่างนั้นก็นั่งรอตรงนี้ หรือไม่ก็เดินดูงานก่อน ถ้าสนใจ
ผมพอจะแนะนำได้เกี่ยวกับรูปเขียน กิรปันมองหน้าประชาสัมพันธ์สาวซึ่งนั่งยิ้มแป้นไม่มีความคิดเห็น
ก่อนที่จะมองหน้าคนเสนอตัวเป็นไกด์ชมงานแล้วเธอก็ยักไหล่ คิดในใจ
ถือว่าฆ่าเวลาก็แล้วกัน
ผมชื่อเจษฎา เธอชื่ออะไร เขาแนะนำตัวเองแล้วถามชื่อเธอ
ในตอนนี้เขาเดินเคียงข้าง
ชื่อกิ
กิอะไร กิโยตินเครื่องตัดคอ หรือโกกิแป้งทอดกรอบ
น้ำเสียงราบเรียบไม่ส่อเค้าความขี้เล่นเธอจึงไม่คิดว่าเขาจะพูดเล่น
คนที่ไหนจะชื่อกิโยติน ฉันชื่อกิรปันต่างหาก กิรปันแปลว่ากริช
ชื่อแปลก เขาพึมพำเบาๆ แล้วก็หมดความสนใจในชื่อเท่านั้น
ทั้งคู่ก็เดินดูภาพไปเรื่อยๆ
รูปนี้แปลกดี เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เข้าใจตั้งชื่อรูป
คนเขียนรูปชื่อเจษฎา เหมือนคุณเลย กิรปันอ่านชื่อภาพและชื่อศิลปิน
ผมเขียนเอง เจษฎาพูดเรียบๆ ไม่อวดตัว
โอ๊ะโอ เป็นศิลปิน ถึงว่า ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน หญิงสาวพูดเย้ยๆ
แต่ไม่ดูถูก
เธอเหมือนไม่ค่อยชอบศิลปิน
ค่อนข้างใช่
ผมอยากรู้เหตุผล
ไม่มีอะไร ก็แค่ไม่ชอบคนที่แอบอ้างตัวเองว่าเป็นผู้สร้างศิลปะ
แล้วเธอคิดว่าศิลปะคืออะไร? นั่นเป็นคำถาม แน่นอน กิรปันมีคำตอบอยู่แล้วเธอจึงพูดไปตามที่คิด
ศิลปะคือธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติคือศิลปะ ดอกเห็ดผุดจากดิน
ฝนตกกลางหุบเขา คลื่นกระทบโขดหินริมทะเล
สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเหล่านี้มองด้วยตาและรู้สึกได้ด้วยใจ
คิดเห็นอย่างไรก็จาก หัวและใจไม่มีใครบังคับว่าต้องเห็นอย่างไร
ต้องรู้สึกอย่างไร
ตรงข้าม ภาพเขียน ไม้แกะ และดินปั้น เหล่านั้น
ไม่เรียกศิลปะ เพราะเกิดจากจินตนาการ เกิดจากความคิดของคนเพียงคนเดียวแล้วยัดเยียดความคิดดังกล่าวนั้นให้เรียกว่าศิลปะ
ให้คนมองจินตนาการของคนที่เรียกตัวเอง(หรือถูกคนอื่นเรียก)ว่าศิลปิน
ว่าคือศิลปะ
ไม่ยุติธรรม เพราะภาพเขียนคือภาพเขียนไม้แกะ
คือไม้แกะและดินปั้นก็คือดินปั้นธรรมชาติต่างหากคือศิลปิน
และธรรมชาติต่างหากคือศิลปะ ประโยคยาวๆ ที่เจ้าตัวก็งงว่าพูดออกไปได้ยังไง
เพราะคนฟังนิ่งฟังอย่างตั้งใจจนทำให้กิรปันเขิน
ขอโทษ ฉันเพียงแต่พูดอย่างที่คิด
ก็ดี ผมเพิ่งรู้ ในสิ่งที่ไม่เคยรู้บางอย่าง
อย่างเช่นความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น ๆที่มีต่อศิลปะ
ตกลงฉันถ่ายรูปได้แล้ว เธอเปลี่ยนเรื่องสนทนา
ถ้าเพื่อการศึกษาก็ไม่ใช่ปัญหา
หลังจากถ่ายภาพเพื่อประกอบรายงานและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานแล้วยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เรียบร้อยคือสัมภาษณ์ศิลปิน
ซึ่งก็จริงอย่างที่เจษฎาบอกไว้
ในช่วงบ่ายและปิดงานไม่มีศิลปินคนไหนมีเวลาว่างพอที่จะให้หญิงสาวสัมภาษณ์
แล้วจะทำไงดี ชิ้นนี้ไม่เสร็จ ไม่จบแน่เลย กิรปันโอดครวญ
ต้องส่งเมื่อไหร่
ก่อนสิ้นเดือน
ยังมีเวลา เพราะวันนี้เพิ่งวันที่เก้า
ศิลปินท่านหนึ่งที่แสดงงานเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยที่ผมเรียน
ผมเป็นลูกศิษย์ในคณะ บางทีผมอาจจะช่วยได้ เจษฎาหวังดี
จริงเหรอ ดีเลย ขอบคุณมาก ทีแรกเห็นท่าทางดุๆ ไม่นึกว่าจะใจดี กิรปันหมายถึงเจษฎา
มองแค่ไหนก็เห็นแค่นั้นแหละ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันจะชื่นชอบหรือชื่นชมผ้าใบเลอะสีเหล่านี้หรอกนะ
ฉันเพียงแต่จำเป็น เหมือนได้ที กิรปันยักไหล่ เจษฎานึกในใจ
ถ้าสนิทกว่านี้ละถูกเตะ เถอะ เป็นโชคดีที่ไม่ต้อง สนิท
กับคนหัวรั้นและปากร้ายอย่างนี้
กิรปันยิ้มตาหยีที่มี ผู้ช่วย อย่างน้อยก็มีเวลาไปเตร่
เจษฎาให้เบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้สำหรับเธอติดต่อถ้าหากจะไปเพื่อสัมภาษณ์อาจารย์
ถ้าโทฯ ไปไม่เจอ ก็ไปที่คณะจิตรกรรม ผมอยู่ที่นั่นเกือบจะตลอดเวลา
แล้วจะเลี้ยงข้าว ถ้ารายงานชิ้นนี้ได้เอ
เป็นบทสนทนาสุดท้ายก่อนที่เธอจะกลับ กิรปันหันมาโบกมือให้
คนยืนส่งเพียงแต่ยิ้ม
เรียนชั้นสุดท้ายของปริญญาตรีเหมือนกันแต่เหมือนเด็กมัธยมปลาย
ถ้าหากว่าไม่พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อศิลปะ เขาก็แน่ใจว่าถูกเด็กมอปลายหลอก
หากสิ่งที่เธอพูดยาวจนเจษฎาทึ่ง...ทำให้เขานึกได้ว่าตัวเองมองหญิงสาวคนนี้เพียงภายนอก
สัปดาห์สุดท้ายก่อนหมดกำหนดส่งรายงาน กิรปันเพิ่ง เต้น
เพราะงานที่ต้องส่งยังไม่เรียบร้อย คนที่เธอนึกถึงเป็นคนแรกคือเจษฎา กิรปันโทฯ
ไปหาและได้ความว่าเขาอยู่ที่งานแสดงศิลปะแห่งเอเชียซึ่งเป็นงานใหญ่และมีศิลปินระดับ
แนวหน้า ของเอเชียมาร่วมงานมากมาย ในงานมีประกวดภาพเขียนยอดเยี่ยมประจำปี
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการเปิดตัวศิลปินหน้าใหม่
และการพบปะระหว่างคนในแวดวงอีกศิลปะด้วย
งานระดับชาติ คงเข้าไปได้ง่ายๆ หรอก แต่เอ
ถ้ามีแต่คนเขียนรูปแล้วใครจะดู
ถ้าไม่ใช่ประชาชนคนทั่วไป แล้วกิรปันก็ไม่มีรอที่จะไปในงาน
งานวันนี้แตกต่างจากนิทรรศการครั้งก่อนที่เธอเคยไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะคนที่มาร่วมงานนั้นมากมายล้นหลาม กิรปันพยายามมองหาเจษฎา
ร่างสูงผมยาวกับชุดผ้าป่านสีขาวหม่นยืนอยู่กลางเวทีกับการประกาศรางวัลภาพเขียนยอดเยี่ยมแห่งปี
ซึ่งภาพของเจษฎาได้รับรางวัลที่สาม กิรปันชื่นชมอยู่ห่างๆ
เธอคิดว่าคงไม่มีทางได้สนทนากับเขาแล้วสำหรับวันนี้เพราะทันทีที่ภาพเขียนของเขาได้รับรางวัล
เจ้าของภาพก็จะกลายเป็นคนสำคัญในงานขึ้นมาทันที
กิรปันเพิ่งสังเกตว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างเจษฎาตลอดเวลา
เธอมีอะไรหลายอย่างคล้ายเขา ไม่ว่าจะลักษณะการแต่งตัว
หรือกระทั่งความคุ้นเคยกับศิลปินคนอื่นๆ
และที่พิเศษคือทั้งสองคนไม่ห่างกันเลยแม้แต่น้อย ในความคิดของกิรปัน
ทั้งคู่เหมาะสมกัน แต่เธอเองกลับรู้สึกใจหายกับความคิดดังกล่าว
เธอไม่เข้าใจจิตใจตัวเอง? กิรปันหันหลังให้ภาพที่ทำให้เธอรู้สึกฉุนเฉียว
แต่ภาพเขียนหลายภาพในงานทำให้เธอ เผลอ
เดินชมและเพลินจนลืมในสิ่งที่เป็นความตั้งใจแต่แรก แล้วก็สรุปให้ตัวเองง่ายๆ
ช่างเหอะ.. เหลืออีกตั้งห้าวัน เดี๋ยวค่อยทำก็ทัน
อุปนิสัยผัดวันประกันพรุ่งจะเกิดขึ้นเสมอกับการที่ต้องทำ ในสิ่งที่ไม่อยากทำ
รูปเรือหาปลาผุๆ ริมทะเล แค่นี้ สองแสนสามหมื่น ลงทุนแค่ไหนเชียวขายเป็นแสน
หยั่งงี้ใครจะกล้าซื้อว้า กิรปันชอบบ่นกับตัวเอง
และบ่อยครั้งที่คนอื่นได้ยิน เช่นเดียวกับครั้งนี้
คนที่เขาชอบภาพนี้จริงๆ ไงล่ะ แล้วเจ้าของเสียงก็มายืนเคียงข้าง
ชอบมาตอนเผลอเรื่อยเลย โธ่ ถึงฉันจะชอบเหมือนกันแต่ไม่มีปัญญาซื้อหรอก
ไม่มีความสามารถ พอรู้ว่าเป็นเจษฎา กิรปันจึงสนทนา
อย่างที่คิด
ถ้าเพียงแต่เธอจะชอบมันจริงๆ บางทีเธออาจจะได้เปล่า
น้ำเน่าชะมัด เหมือนนิยายเลย ถ้าเพียงแต่คนที่เห็นคุณค่าจริงๆ
อยากจะเป็นเจ้าของ ศิลปินก็สามารถจะยกภาพนั้นให้ได้อย่างไม่คิดราคา
ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่านั่นน่ะจะเป็นการให้จากใจโดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน
ไม่มีใครให้อะไรใครโดยไม่หวังอะไรตอบแทน
ชื่อเสียงที่จะตามมาภายหลังไม่ใช่คือผลพลอยได้หากแต่เป็นความหวังลึกๆ
ก่อนที่จะให้ต่างหาก
เธอดูถูกคนอื่น
หรือคุณจะมีข้อแก้ตัว ราคาของภาพ
อะไรคือเกณฑ์กำหนด
มาตรฐานของภาพอยู่ตรงไหน ชื่อคนเขียน ราคาของสีที่ใช้
หรือว่าราคาของเฟรมผ้าใบ?
ผมว่าเธอน่าจะมองโลกในแง่ดีและมองคนอื่นให้ดีกว่านี้
ทีแรกผมคิดว่าเธอคงมีความคิด เพราะผมฟังที่เธอพูดถึงศิลปะในทัศนคติของเธอ
แต่ผมเพิ่งรู้วาเธอใจแคบ
เจษฎาโกรธ เขาโกรธคำพูดของกิรปันที่ แรง
กับความรู้สึกของเขาซึ่งถือว่าทั้งหมดของชีวิตเขาคือศิลปะ
เขามองเธอตาขวางแล้วเดินหนีไปจากตรงนั้น กิรปันยืนนิ่ง
เพิ่งจะรู้ตัวว่าพูด
ไม่รักษาน้ำใจคนฟัง
แล้วจะทำไงล่ะทีนี้ งานไม่เสร็จ ติดเอฟแหงเลย ลึกกว่าในคำพูดคือความรู้สึก
ผู้ชายคนนี้ช่างอ่อนไหวกับคำพูดของคนจริงๆ
เหมือนจะเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
และคงจะด้วยความบังเอิญที่เธอพูดกระทบความรู้สึกดังกล่าวเข้า
กิรปันไม่กล้าโทฯ ไปขอโทษ เธอไม่รู้จักเขาดีพอ แต่เธอก็ทำให้เขาโกรธ
ก่อนส่งรายงานเพียงสองวัน มีเอกสารปึกใหญ่ฝากถึงเธอ กิรปันแกะดูจึงรู้ว่าเป็นบทสัมภาษณ์ศิลปินชื่อดังท่านหนึ่งซึ่งก็คืออาจารย์พิเศษของเจษฎานั่นเอง
ไม่มีข้อเขียนใดๆ จากเจษฎา นอกจากบทสัมภาษณ์ล้วนๆ
ที่หัวข้อสัมภาษณ์พิมพ์เรียบร้อย
ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์เขียนด้วยลายมือในแต่ละข้อถามพร้อมกับลายเซ็นกำกับท้ายบทสัมภาษณ์
ทันทีที่ส่งรายงาน กิรปันไปหาเจษฎาที่คณะพร้อมตะกร้าดอกไม้
เธอตั้งใจจะไปขอบคุณทั้งเจษฎาและอาจารย์ แต่พอไปถึงมหาวิทยาลัย สิ่งที่กิรปันไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสคือการได้เข้าร่วมฟังบรรยายของอาจารย์ขณะสอน
หลายๆ อย่างเกี่ยวกับศิลปะที่ไม่เคยรู้ ไม่คิดว่าจะได้รู้
เรื่องราวที่ได้ฟังทำให้กิรปันมีความคิดใหม่ต่อสิ่งที่เธอไม่เคยชื่นชม
ทัศนคติใหม่ๆ เกี่ยวกับงานศิลป์
และที่มากกว่านั้นเธอได้คุยกับอาจารย์เป็นการส่วนตัว
นักศึกษาปีสุดท้ายสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศกับอาจารย์สอนศิลปะ
แตกต่างทั้งความคิดและสาขาอาชีพนั่งสนทนากันอย่างผ่อนคลายใต้ต้นไม้หน้าคณะจิตรกรรม
ภาพดังกล่าวอยู่ในสายตาของเจษฎา
ชายหนุ่มนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งและกำลังก้มหน้าก้มตาดรอว์อิ้งภาพของทั้งคู่
จนกระทั่งกิรปันกราบลาอาจารย์แล้วนั่นแหละเขาถึงได้มาให้เจอ
แต่ขณะเดียวกับที่เขากำลังจะมาหาเธอ หญิงสาวอีกคนก็ดึงตัวเขาเอาไว้ก่อน
เจษ เดี๋ยวช่วยพิณลงสีงานโปรเจคท์ด้วยนะ หญิงสาวคนเดียวกับที่กิรปันพบในงาน
คนที่อยู่เคียงข้างเจษฎาตลอดเวลา และภาพนี้เองที่กิรปันมองเห็นพอดี
เธอจึงหันหลังกลับโดยที่ไม่รอที่จะกล่าวขอบคุณคนมีน้ำใจ พอเจษฎาจะมาหา
เธอก็ไปไกลจากที่นั่นแล้ว
จะคุยด้วยสักหน่อย รีบไปไหนนักนะ เจษฎาเข้าใจว่าอีกฝ่ายรีบไป
ไม่ได้เข้าใจว่าเพราะภาพบาดใจต่างหากที่ทำให้กิรปันกึ่งเดินกึ่งวิ่งให้พ้นจากบริเวณนั้น
หลังจากวันนั้น กิรปันก็ไปงานนิทรรศการที่เกี่ยวกับศิลปะบ่อยขึ้นและใช้เวลากับการชื่นชมภาพต่างๆ
นานขึ้น เธอจำคำพูดของอาจารย์ได้ว่า ลองยืนมองใกล้ๆ
ก่อนแล้วคิด..เราเห็นอะไร จากนั้นถอยออกมายืนให้ห่างอีกนิด
เราจะมองเห็นเหมือนเดิมไหม? ศิลปะจะทำให้เรารู้จักคิด
ท่าทางที่อารมณ์ดีและใจเย็นของอาจารย์ทำให้กิรปันศรัทธา ยิ่งได้พูดคุยสนทนา
เธอจึงรู้ว่าตัวเองมองอะไรเพียงด้านเดียว
นิทรรศการศิลปะเด็ก กิรปันเดินชมภาพแต่ละภาพอย่างใจเย็น
สิ่งที่เธอเห็นคือความคิดอันบริสุทธิ์ของเด็กที่ถูกถ่ายทอดเป็นภาพวาด
เด็กคนที่วาดภาพนี้
บางทีอีกสิบปีข้างหน้าเขาอาจจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็ได้
เจษฎายื่นช่อกุหลาบขาวเล็กๆ ให้กิรปัน
ผมหมายความว่า กว่าศิลปินที่มีชื่อเสียงบางท่านจะได้รับการยอมรับจากสังคม
กว่าแต่ละภาพจะกล้าตั้งราคาขายถึงแสน ท่านต้องสั่งสมประสบการณ์มานาน
บางท่านถึงเท่าชีวิต เจษฎายืนเอามือไขว้หลังท่าทางจริงจัง
เป็นความรู้ใหม่ที่กิรปันไม่เคยนึกถึง
เฮ้ แล้วจีบสาวล่ะ ใช้เวลานานมั้ย กิรปันเพิ่งเห็นคนที่กำลังเดินตรงมาก็เลยถือโอกาสเย้าเล่นแล้วตั้งใจจะเดินหนีแต่ช้ากว่าคนที่คว้าข้อมือไว้
หวัดดีค่ะ คนที่เพิ่งมาถึงประหลาดใจที่เห็นภาพตรงหน้า
จะรีบไปไหน คุยกันก่อนสิ พิณนี่กิจ้ะ ส่วนกิ คนนี้พิณ เพื่อนสนิทผม
เหมือนจะประกาศกลายๆ พิณสายเองยังแปลกใจ เพราะปกติเจษฎาจะไม่ อธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาด้วยเหตุผลที่ว่า
ให้คนอื่นเข้าใจว่าเราเป็นแฟนกันแหละดีแล้ว ไม่ต้องเหมือนคราวนั้นอีก
เพราะมีครั้งหนึ่งที่เด็กสาวกลุ่มใหญ่รุมขอลายเซ็นเมื่อเขาไปเขียนรูปโชว์
บางคนตามไปจนถึงคณะแล้วคอยตื๊อจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่นานกว่าจะเลิกราไปเพราะเจษฎาหลบหน้าตลอด
แต่คราวนี้พิณสายชักรู้สึกแปลกๆ เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
หมายความว่าอย่างไร?
เรียนชั้นไหนแล้วคะน้องกิ พิณสายยังเข้าใจว่ากิรปันเด็กกว่า
เท่าเรา ปีสี่แต่หน้ามอหก เจษฎาเป็นคนพูด
อ้าว ขอโทษพิณนึกว่าเจษมีเด็กมาติดพัน..
ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าหมายความถึงอะไร
เอ๊ะ คนนี้หรือเปล่าที่เจษไปสัมภาษณ์อาจารย์ถึงที่บ้านทำรายงานให้น่ะ กิรู้มั้ยวันที่เจษเค้าไปหาอาจารย์ที่บ้านเค้าถูกเจ้าออกัส
โดเบอร์แมนตัวโปรดของอาจารย์งับน่องเอา ได้แผลมาพร้อมกับรายงาน
ความเพิ่งกระจ่างก็ตอนนี้ กิรปันมองหน้าคนที่กำลังหลบสายตาด้วยท่าทีเขินอาย
พิณสายเองก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เพราะอาการแบบนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักกับเจษฎา
กิไม่รู้เลย ขอโทษนะเจษที่ทำให้เดือดร้อน ที่จริงเจษไม่น่าลำบาก
ก็กลัวเธอไม่จบนี่
จบสิ แต่ช้ากว่าคนอื่นเค้าหน่อยเท่านั้นเอง ว่าแต่ตอนนี้เราไปทานข้าวกันก่อนดีมั้ย
กิเป็นเจ้ามือเอง ตอบแทนน้ำใจ พิณไปด้วยกันนะ
แล้วสองสาวกับหนึ่งหนุ่มก็ได้มุมเล็กๆ ร้านอาหารใกล้ๆ
เป็นที่สนทนาและทำความรู้จักกันมากขึ้น
อาทิตย์หน้ามีงานที่ศูนย์ประชุมฯบัตรฟรี กิไปนะ เดี๋ยวจะให้เจษไปรับ
พิณสายชวนเพราะรู้ว่าเจษฎาไม่กล้าชวน เขาขี้ขลาดเสมอถ้าหากต้องจีบหญิง
แต่ก็ไม่บ่อยนักที่เขาจะชอบใคร
นับตั้งแต่อกหักจากสาวพยาบาลตอนปีสองแล้วเจษฎาก็ไม่ไยดีกับสาวคนไหนอีก
จนกระทั่งพิณสายได้รู้เรื่องที่เขาไปทำรายงานให้กิรปันนั่นแหละเธอจึงอยากจะให้เขามีแฟนเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
โลกจะได้สดใสกว่าที่เป็นอยู่ พิณสายสรุป
แล้วหลังจากนั้นมา เกือบทุกงานที่เกี่ยวกับศิลปะ มีเจษฎาที่ไหนจะมีกิรปันที่นั่น
และมากกว่านั้น เธอกำลังฝึกฝนการเขียนภาพ และภาพที่กิรปันชื่นชอบที่จะเขียนมากที่สุดคือภาพธรรมชาติ
ดอกเห็ดผุดจากดิน ฝนตกกลางหุบเขา คลื่นกระทบโขดหินริมทะเล การเขียนรูปทำให้กิรปันใจเย็นขึ้น
เจ้าอารมณ์น้อยลง และมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
เห็นมั้ย นอกจากจะมีอะไรดีๆ ตั้งหลายอย่างแล้วยังได้แฟนแถมมาคน
เป็นคำพูดของอาจารย์ ศิลปินชื่อดังของประเทศที่เธอนับถือ
อาจารย์คนเดียวกับเจ้าของบทสัมภาษณ์ที่เธอได้เกรดเอ
และอาจารย์คนเดียวกับที่อนุญาตให้เธอเข้าฟังบรรยายวิชาที่สอน ทั้งๆ
ที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์
ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต
และยิ่งรู้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้
นั่นยิ่งถือว่าไม่เสียเปล่ากับเรื่องที่รู้
จากที่มีทัศนคติในทางลบต่องานศิลป์มาตลอด ตอนนี้ถ้าใครสงสัย ศิลปะคืออะไร?
กิรปันตอบได้อย่างไม่ต้องคิด
หรือถึงจะไม่ละเอียดนักเธอก็มีคนช่วยตอบข้อสงสัยดังกล่าว นั่นคือเจษฎา
ก็หลวมตัวช่วยมาหลายครั้งแล้ว คงต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไปละมั้ง
คนที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ สนิท กับเด็กหัวรั้นปากร้าย
ตอนนี้ไปไหนมาไหน
ไม่เคยห่างกันเลย /
พิมพ์ครั้งแรก : วัยน่ารักแฟชั่น
ฉบับที่ 139