1....
เขาจำได้แม่นยำถึงวันนั้น ในวันที่มีเธอยืนอยู่ที่นั่น ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางสายฝนพรำ
เขาชวน เธอให้มาหลบเม็ดฝนใต้ร่มคันน้อยของเขา
จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก หากผมต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่เคยมีวันนี้
ถ้อยคำเชยๆของเขาได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง ความรักระหว่าง พนักงานบริษัทผลิตเครื่องซักผ้าต๊อกต๋อยเช่นเขาและ
เซลล์ขายหนังสือนิทานจอมอุดมการณ์อย่างเธอ ที่จบลงด้วยช่อดอกไม้และเสียงกรุ๋งกรุ๋งของระฆังวิวาห์
ในกาลต่อมา
.
2.....
กาลเวลาอันล่วงเลย
จากฤดูฝนหนึ่งไปสู่อีกฤดูฝนหนึ่ง
รวมๆกันเป็นหลายๆฤดูฝน สายน้ำแห่งกาลเวลาได้ชะล้างและพัดพาเอาความหอมหวาน
สดชื่นของเธอ ให้จางหายไปหมด เหลือไว้แต่ความชินชา น่าเบื่อหน่าย
เขาตระหนักดีแล้วว่า อะไรเอ่ย? แก่ง่าย ตายช้า ก็ เธอนี่ยังไงล่ะคือ
คำตอบ !
ทั้งความน่ารัก สดใสของเธอมันลดน้อย ถอยลง เหลือไว้แต่คำพร่ำบ่นเดินสวนเข้ามาแทนที่
ซึ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น มโหฬารมากขึ้น จนเขาแสนเกลียดชังรุ่งเช้า
ของทุกวัน
ขับเร็วหน่อย ได้มั้ยค่ะ เดียวฉันไปทำงานไม่ทันประโยคสุภาพในยามที่เธออารมณ์ดี
หากแต่ในยามที่เธอหงุดหงิด มันจะกลายเป็นคำพูดดูถูกฝีมือขับรถกันไปเลยทีเดียว
เต่ามันไล่กัดยางรถหรือยังไง
.หา
คุณ
เขา คิดในใจลำพังเสมอว่า เธอจะมาเอาอะไรกับคนที่เคยชินแต่กับเรือแจว
ใช่แล้ว --บ้านเขาอยู่ริมน้ำ
.
ทำไม เธอไม่คิดไปแต่งงานกับนักขับรถแข่งหรือไม่ก็คนขับรถ สิบล้อกินยาบ้าหรือไม่ก็พวกแท๊กซี่
ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แทนที่ เธอจะมาอยู่กินกับพนักงานบริษัทขายเครื่องซักผ้ากิ๊กก๊อกอย่างเขา!
3....
ในวันสิ้นเดือนของฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก..วันหนึ่ง
เขาเมา
โซเซมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน ใจของเขาบอกว่า ไม่ ! ยังไม่อยากเข้าบ้าน
และแล้ว ---เหมือนมีเวทมนตร์ สายลมหนาวที่โรยรินอยู่รอบกายในตอนนั้นเหมือนเอ่ยปากชักชวนให้เขามาเต้นรำ
เขาพยักหน้าตอบรับ O.K. แล้วร่างของชายหนุ่มก็พลิ้วไหวไปตามจังหวะของเสียงดนตรีที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
ท่ามกลางแสงไฟสีโศกกับม่านหมอกสีสลัวที่หน้าบ้านนั่นเอง
เริ่มต้นด้วย ช่า ช่า ช่า ต่อด้วย รุมบ้าและจบลงอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่งด้วยจังหวะ
สโลว์ แต่ทว่ามีงานเลี้ยง มีเลิกราชายหนุ่มร่ำลาสายลมเย็นมุ่งหน้าเข้าสู่บ้าน
แต่เพียงแค่แง้มประตูเข้าบ้านไป แอด.. ด..ดดด เสียงของเธอก็ลอยมาปะทะหน้า
โครม เข้าจังเบ่อเร่อเท้อ
เขาครวญอยู่ในใจ โธ่เอ๋ย ! ทำไม ? ไม่ใช่ ! สายลมลอยมาปะทะหน้า สำนวนอมตะในนิยายที่เขาเคยอ่านพบเล่า!!
คุณรู้ไหม ว่า วันนี้เป็นวันอะไร ....
เขายืนคอหมุนเคว้งคว้างเหมือนคนไม่มีกระดูกอยู่สักพักก่อนจะ อ้อแอ้ตอบเธอไปว่า
เอิ๊ก
. เมื่อวาน
เอิ๊ก
วันพฤหัส วันนี้
.เอิ๊ก
.ก็ต้อง
เป็นวันศุกร์สิคุณนี่
คุณนี่สวยก็ไม่สวยแถมยัง
โง่อีกต่างหาก
เธอผุดลุกขึ้นจากโซฟา ปรายตาไปที่เค้กก้อนโตกับ เทียนไขหลากสี
วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ 5 ของเราย่ะ ไม่ต้องตามขึ้นมานะ เหม็นเหล้า
นอนตรงโซฟานั้นแหล่ะเหมือนที่ฉันนอนรอคุณเมื่อกี้
อ้อ
.แล้วไหนล่ะเงิน เดือนละ
ประโยคหลัง เธอพูดด้วยเสียงดังมากกว่าปกติจนเขาสะดุ้งตกใจ เธอตรงเข้ามาคว้าหมับ--
กระเป๋าเงิน --ที่เขายื่นไปให้ แล้วใช้มันเคาะหัวเขาเสียงดัง โป๊ก
หนำใจแล้วจึงย่ำเท้าตึงตังเข้าห้องนอนปิดประตูเสียงดังสนั่น ปัง ปล่อยให้เขายืนงงอยู่
เดียวดาย เผลอพึมพำกับตัวเอง ลืมไปได้ยังไง ก่อนจะล้มตัวลงนอน หลับสนิทตั้งแต่หัวยังไม่ทันถึงหมอนดี
ลมเย็น แม่ยอดชู้ คู่เต้นรำแอบตามเขามานัวเนียรอบกายเขาถึงในบ้านมันทำให้เขาหนาวเสียจนต้องตื่นมากอดตัวเอง
.ตอนนั้น คลับคล้ายว่า เหมือนมีใครเอาผ้าห่มหนานุ่มมาคลุมตัวเขาเอาไว้ให้คลายหนาว
อบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ
4 ....
อาชีพขายหนังสือนิทานของเธอทำให้ต้องพลัดพรากจากเขา
ไปต่างเมืองบ้างเป็นบางเวลา อีกทั้งเงินเดือนของมันก็แสนจะน้อยนิดเต็มที่
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งมันไป เธอบอกเขาว่า
ความฝันบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับเงินแต่มันขึ้นอยู่ที่ใจ
เขาคิดอยู่ในใจ ใช่สิ ! เธอพูดถูกทีเดียว มันไม่เกี่ยวกับเงิน
แต่มันเกี่ยวกับเขา เพราะยามเธอไม่มี เธอเอาเงินจากเขานี่ !!!
เธอยิ้มนัยน์ตาทอประกายระยิบก่อนจะพูดต่อว่า
ความฝันของฉันก็คือการเป็นส่วนเล็กๆที่ได้ช่วยเหลือเด็กๆในประเทศของเราให้มีความสุขด้วยนิทาน
ท่ามกลางเด็กๆเหล่านั้น เมื่อฉันเอ่ยคำว่า
.กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
..
คุณรู้ไหมว่าฉันเห็นอะไร ฉันเห็นประกายสุกใสในดวงตาของพวกเขา นั่นแหละคือความสุขของฉัน
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ เธอ
เซลล์ขายหนังสือนิทานจอมอุดมการณ์
..
5 ...
เมื่อแรกวิวาห์ใหม่ๆยามเธอต้องร้างห่างไกลไปต่างเมือง
ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้สึกโหยหากันดีอยู่หรอก แต่เนิ่นนานไป เป็นเขาเองที่มักแอบลอบยิ้มให้กับตัวเอง
เพราะรู้ดีว่า อย่างน้อยเขาคงไม่ได้ยินเสียงพร่ำบ่นของเธอไปอีกหลายวันทีเดียว
เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ เธอต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อเล่านิทานให้เด็กๆฟัง
ชายหนุ่มเฉลิมฉลองการจากไปของเธอ ด้วยการเมาหนักกว่าทุกๆครั้ง กว่า จะกลับเข้าบ้านก็จวนสว่างคาตา
ทิ้งตัวลงนอนหลับสนิทตรงส่วนไหนของบ้านแม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้
ผวาตื่นอีกครั้งครา ก็ต่อเมื่อได้ยินเสียง กริ๊ง
กริ๊ง
โทรศัพท์บนโต๊ะเล็กๆ
แผดเสียงร้องเรียกอยู่
เออ
.คือว่ารถที่พาภรรยาของคุณไปต่างจังหวัด พลิกคว่ำตกเหว ทุกคนในรถ
เออ
รวมทั้งภรรยาของคุณ เสียชีวิตหมดค่ะ
ในตอนนั้น เสียงจากปลายสายอีกข้างดังแว่วมาแผ่วเบาแต่สำหรับเขามันคล้ายกลับมีใครเอาค้อนยักษ์มาทุบหัวจนก้อนสมองอื้ออึง
สิ้นเรี่ยวแรงปล่อยหูโทรศัพท์ลอยเคว้งคว้างลงข้างตัว
6 ...
นับจากวันที่เธอจากเขาไป เขาก็ไม่ต้องฟังเสียงพร่ำบ่นใดๆอีกต่อไป ไม่ต้องรีบเร่งขับรถไปส่งเธอในยามรุ่งอรุณเพื่อฟังคำเสียดสีในฝีมือขับรถ
ไม่ต้องจำว่าวันไหนหนอ? คือวันครบรอบแต่งงาน ไม่ต้องเจียดเงินเดือนแสนน้อยนิดให้เธอ
. และไม่ ต้องอะไรๆต่อมิอะไร อีกมากมายเพื่อเธอ
ซึ่งนั้นก็น่าจะดีอยู่หรอก.. มิใช่หรือ ? สำหรับเขา
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
.เปล่าเลย!
เพราะในวันที่ชีวิตขาดเธอ
ช่วงเวลาในแต่ละวันมันช่าง
. เงียบเหงา
แสนเศร้า
และเฮงซวย สิ้นดี!
และในเวลาที่ต้องสูญเสียเธอไปเช่นนี้ เขาจึงได้รู้ว่า ความรักที่เขามีให้เธอนับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันจวบจนกระทั่งถึงบัดนี้
มันยังคงอยู่
เป็นนิรันดร์เสมอมา เพียงแต่กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลง ความรักให้กลายเป็นความผูกพันประหลาดๆที่ยากจะสรรหาถ้อยคำใดๆมาอธิบายให้ใครไหนอื่นได้เข้าใจ
จะมีก็แต่เพียงคนเพียงสองคน อันได้แก่เขาและเธอ ที่จะเรียนรู้และซึมซับ
มันเป็นความรู้สึกที่ คล้ายๆกับว่า เมื่ออยู่ใกล้ๆก็ให้รำคาญ แต่การจากไปของเธอกลับให้ยิ่งคิดถึงและอาลัยอย่างแสนสาหัส
ความผูกพันประหลาดที่ว่านี้มีค่าเหนือกว่าความรัก ,sex หรือแก้วแหวนเงินทองใดๆในหล้าเสียยิ่งกว่ามากมายนัก
ไม่ว่าในตอนนี้ เธอจะอยู่ที่ไหน เขาอยากจะให้เธอรับรู้ด้วยว่าเขายินดีที่จะฟังเสียงพร่ำบ่นของเธอในยามเช้า
,ยินดีจะมอบเงินเดือนของเขาทั้งหมดให้เธอ และยินดีจะทำทุกๆอย่าง
.ขอเพียงแต่
ให้ได้เธอ
กลับคืนมาดังเดิม
และไม่ว่าจะอย่างไร
.
เธอ
จะยังคงมีชีวิตอยู่อย่างน้อยก็ในใจของเขาตราบชั่วกาลนาน !!!
7....
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่า ในชีวิตคนเรา เราไม่เคยรู้หรอกว่า เวลาของแต่ละคนบนโลกนี้
จะมีเหลือกันคนละสักเท่าไร
กี่นาที
กี่ชั่วโมง
.กี่วัน
กี่เดือน.. หรือกี่ปี ขณะที่ชีวิตของคนเรามันสั้นนัก
แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังคงหลงลืมที่จะทำสิ่งดีๆให้กับคนดีๆที่เรารัก เช่น
พ่อแม่ พี่น้องหรือใครๆต่อใครกันอยู่ร่ำไปๆ
ตราบจนเมื่อเวลาหมดไป--ตราบจนเมื่อเขาจากเราไป ---ตราบนั้นเราจึงจะกลับมาคิด
เสียใจ ---มันสายไปแล้วจริงๆ
และในวันที่เศร้าและเหงาหนักๆ
เหมือน
.เช่นวันนี้
เขาจะมายังที่สวนสาธารณะ
สถานที่ที่เขาพบเธอเป็นครั้งแรก
และเฝ้าเหม่อมองไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น
เพียงหวังว่า อาจมีสักวัน
ที่เขา
จะได้พบเห็นเธอมายืนหลบสายฝน
ในวันที่ฝนร่ำไห้
เพื่อเขา
จะได้มีโอกาสชักชวนเธอมาหลบเม็ดฝน
ใต้ร่มคันน้อยของเขาอีกสักครา
.
..