“นาฎกรรมแห่งรัก และ สงคราม ”

โดย : รัน


“ ความจริงของสรรพสิ่งคือ มนุษย์เป็นพวกสิ่งมีชีวิตที่กระหายสงคราม นั่นคือธรรมชาติของเดรัจฉาน และเราก็เป็นแค่เพียงผู้ไม่สามารถเป็นห้องโถงโบสถ์ในเรื่องนี้เท่านั้น”
คำกล่าวของนายพล โฮเวลล์ เอลทิซ อดีตผู้บัญชาการกองบังคับการด้านอวกาศสหรัฐฯ ที่ได้กล่าวไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ที่โคโลราโด สปริงส์ อินดีเพนเด๊นท์…
 


แม้กาลเวลาจะผ่านเลยมาเนิ่นนานสักเพียงใด แต่ป้ายรถเมล์คร่ำคร่าแห่งนี้ ยังคงทำหน้าที่เหมือนเช่นวันวารที่ผ่านมา ความรักของเขาและเธอจะบังเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากซึ่ง สถานที่แห่งนี้

1....

คุณจะเชื่อในเรื่อง “พรหมลิขิต”หรือไม่ ก็แล้วแต่ แต่สำหรับเขา สิ่งที่ กำลังจะเกิดขึ้น ณ ต่อไปนี้ เขาเต็มใจเรียกมันว่า “พรหมลิขิต”

ทุกๆวัน หลังเลิกเรียน เขาต้องมายืนคอยรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นประจำ ... เย็นวันนั้นก็เหมือนกับเช่นทุกวันในฤดูฝน เมฆฝนสีหม่นที่ตั้งเค้ามืดครึ้มมาเมื่อตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน เปลี่ยนเป็นละอองไอน้ำร่วงหล่นพร่างพราวลงมาจากฟ้า เส้นฝนสีขาวใสวาววับพุ่งเป็นสายๆ ตัดกับแผ่นฟ้าสีดำปื้น ลมกระโชกแรงหอบละอองฝุ่นฝนพ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทุกสรรพสิ่งดูพร่าเลือนนุ่มนวลเหมือนภาพฝัน เขาและอีกหลายคนต่างวิ่งหนีเม็ดฝนเข้าสู่ชายคาป้ายรถเมล์กันจ้าล่ะหวั่น

เสียงหยดน้ำจากฟ้าตกกระทบชายคาป้ายรถเมล์ดัง เปาะ แปะ เปาะ แปะ ช้าบ้าง เร็วบ้างสลับกัน ฟังไปคล้ายท่วงทำนองของเพลงรักได้เริ่มต้นบรรเลงขึ้นแล้วอย่างสดใส

สายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองรถเมล์ทุกคันที่วิ่งผ่านไปมา คันแล้ว คันเล่า แต่ไม่มีความหมายใดๆ เลยกับเขาสักนิด เพราะไม่ใช่สายที่จะนำพาเขากลับสู่บ้านอันแสนอบอุ่น

ฝนเริ่มซาเม็ดลงบ้างแล้ว เหลือไว้แต่เส้นฝนฝอยลางเลือนอยู่ในอากาศ ขณะที่รถเมล์สีครีมคาดแดงคันนั้นวิ่งผ่านมาและหยุดนิ่งลงตรงหน้าเขา แม้ไม่ใช่สายที่จะพากลับบ้าน แต่มันกลับมีความหมายมากกว่ายิ่งนัก เพราะมันได้พาเอาร่างของสาวน้อยในชุดนักศึกษาคนนั้นมาด้วย

เธอนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างที่ถูกปิดอยู่กลางลำตัวรถ เม็ดฝนที่เกาะอยู่แพรวพราวบนกระจกด้านนอกค่อยๆร่วงไหลรินลงสู่ด้านล่าง ขับไล่แผ่นฝ้าไอน้ำขุ่นมัวให้ค่อยๆมลายหายไปสิ้น

พลันใบหน้าของเธอก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทีละน้อยๆ งดงามราวภาพฝันในความจริง

...ผู้หญิงอะไรวะ  น่ารักอย่างกับนางในฝัน....เขาคิด...
ใช่แล้ว ! เธอ คือนางในฝันสำหรับเขา

เขาบอกกับตัวเองไม่ได้หรอกว่า เพราะอะไรหรือสิ่งใด ที่ชักนำให้เขาเดินฝ่าสายฝนอันเหน็บหนาวขึ้นรถเมล์คันนั้นตามเธอไป แต่จะไปสนใจไยเล่า ในเมื่อมีเรื่องราวหลากหลายในชีวิตคนเรา ที่ไม่ต้องการเหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของความรัก ความรักมักไร้เหตุผลและกฎเกณฑ์เช่นนี้เสมอมา แต่ความรักก็ชักพาความสวยงามมาสู่โลกมิใช่หรือ !

รถเมล์คันนั้นพาร่างเปียกชุ่มของเขาไปไกลลิบจนถึงบ้านเธอ ชายหนุ่มก้าวลงตามเธอไป ด้วยกายที่หนาวสั่นแต่ใจกลับรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึกๆ เขาส่งเธอด้วยสายตาและหัวใจจนร่างงามหายลับไปในอ้อมกอดของราตรีที่มีแสงไฟวับแวมเป็นจุดๆจากบ้านเรือนคน

ชายหนุ่มเหม่อลอยอยู่พักใหญ่กลางเส้นฝนโรยริน กว่าจะทันนึกได้ว่า บ้านของเขาอยู่ไกลออกไปอีกซีกหนึ่งของเมือง!

... ความรัก.... นอกจากจะทำให้คนตาบอดแล้ว เจ้ายังทำให้คนหลงทางได้อีกด้วย กระนั้นล่ะหรือ !


2....

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกๆวัน ชายหนุ่มจะเฝ้ารอคอยเธอที่ป้ายรถเมล์แห่งนั้น และหากวันไหนโชคดี ได้พบเธอนั่งอยู่บนรถเมล์ เขาจะรีบตามขึ้นไป เพียงหวังจะได้แอบมองอยู่ไกลๆและรับรู้ในใจว่า เธอได้กลับถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย เท่านั้นเองจริงๆ

... เขามักพร่ำบอกกับตัวเองเสมอว่า มันจะเป็นความสุขที่สุดในชีวิต หากจะได้รู้จักและทำให้เธอรัก  แต่อีกใจหนึ่งกลับค้านว่า เขาพอใจจะเก็บงำเอาความรู้สึกแบบนี้เอาไว้กับตัวเอง ด้วยกังวลว่า เธออาจรังเกียจเขา และ เขาคงต้องสูญเสียเธอตลอดไปชั่วชีวิต

บางที การได้เฝ้าแอบรักและห่วงใยเธออยู่เช่นนี้ คงจะดีที่สุดแล้วสำหรับคนเช่นเขา

แต่แล้ววันหนึ่ง สายลมแห่งรักได้แอบเล็ดลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างของรถเมล์ มันได้หอบเอาบางสิ่งมากระซิบที่ข้างหูเขา ...มันบอกว่า

“ ณ เวลานี้ กามเทพกำลังมีงานยุ่ง ด้วยว่า ผู้คนในโลก ต่างหันมาใส่ใจกับความรักกันมากขึ้นกว่าแต่เก่าก่อน ความรักที่ครั้งหนึ่งเคยเหือดหายไปจากโลกนี้จนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชัง ติดตามมาด้วยไฟแห่งสงครามที่นำพาความตาย ความสูญเสียทั้งมวลมาสู่หมู่มนุษยชาติ”

“เจ้า รู้ใช่ไหมว่า ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไฟสงครามได้คร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสิ้น ๕ ล้านคน และในสงครามโลกครั้งที่สองมันได้พรากเอาชีวิตของผู้คนไปถึง ๕๐ ล้านคน ส่วนในสงครามเวียดนามมีผู้สูญเสียชีวิตไปอีก ๑ ล้าน ๓ แสนคน

และอีกกว่า ๑๐๐ ล้านคนต้องเซ่นสังเวยกับความอำมหิตย์ของสงครามย่อยๆที่กระจายไปทั่วโลกนับเนื่องจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา
โลก…จะต้องมีผู้คนล้มตายกันอีกต่อไปและต่อไปอีกชั่วกาลนาน หากมนุษย์ยังคงบูชาความเกลียดชัง เลื่อมใสในความรุนแรง และมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม”

บัดนี้ พวกเขาซาบซึ้งกันดีแล้วว่า ความรักนั้นไซร้งดงามกว่าความหฤโหดของสงครามยิ่งนัก กลิ่นไอของความรักจึงล่องลอยโรยรินไปทั่วพื้นน้ำและพื้นดิน

เพราะเหตุนี้ ท่านกามเทพจำต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้แต่เพียงลำพังเดียวดาย หลังจากที่เคยว่างงานมาเสียนาน จึงไม่มีเวลามาแผงศรรักให้กับเจ้า เจ้าจำต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ต้องไขว่คว้า ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเธอ ”

สิ่งนี้นี่เอง ! ทำให้ชายหนุ่มเลิกหวั่นเกรงกับความผิดหวังใดๆ รวบรวมความกล้าหาญเท่าที่มีอยู่ เดินฝ่าผู้คนที่แออัดบนรถเมล์คันนั้นตรงไปที่เธอ พร้อมกับเอ่ยคำทักทายขึ้นว่า

“สวัสดีฮะ”

ถ้อยคำเชยๆที่เขาคิดได้ในตอนนั้นแถมด้วยรอยยิ้มใสซื่อและท่าทีเก้อเขิน

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาอันว่างเปล่า ว่างเปล่าเสียจนทำให้เขาอยากจะเป็นลม

...ยิ่งเมื่อได้สบตากับเธอ หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เหงื่อเม็ดเท่าหัวแม่โป้งผุดขึ้นที่หน้าทีละเม็ด ทีละเม็ด ท่าทีเมินเฉยระคนตกใจของเธอ มันช่างทรมานจิตใจเขาเสียยิ่งกระไร ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งเหี่ยวเฉาลงไปทุกทีไม่ต่างอะไรกับลูกโป่งสวรรค์ยามถูกปล่อยลม

รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มเลือนหายไปบ้างแล้ว มีแต่สีหน้าอับอายและเป็นทุกข์ปรากฏเข้าแทนที่ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง แต่ยังคงไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากของสาวน้อย

 คำธรรมดาๆ กับรอยยิ้มซื่อๆ...ยังไม่เพียงพอสำหรับเธอกระนั้นหรอกหรือ?

เขาคิดน้อยใจและบอกกับตัวเองว่า หากเธอยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป สิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ นั่นก็คือ ทันทีที่รถเมล์จอดลงตรงป้ายข้างหน้า เขาจะขอลาจากเธอ…ตลอดไปชั่วกาลนาน

“เอี๊ยด….ออออ……”

เสียงล้อรถบดขยี้พื้นถนนส่งเสียงดังสนั่น ขณะชลอความเร็วเพื่อจอดลงตรงป้ายที่กำลังจะมาถึง มันเปรียบเสมือนสัญญาณบอกให้รู้ว่า เสียงเพลงแห่งรักของเขาและเธอใกล้ยุติลงแล้ว แม้แต่จนกระทั่งบัดนี้ใบหน้าเธอก็ยังคงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆอยู่เช่นเดิม ชายหนุ่มเริ่มต้นก้าวเท้าเดินจากไป ด้วยหัวใจที่ปวดร้าวสิ้นหวัง

แต่ ก่อนจะก้าวลงจากบันไดรถเมล์ขั้นสุดท้าย เขาขอเหลียวกลับไป-- เพื่อมองเธออีกสักครั้งพร้อมกับบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย

…ทันใดนั้น !เขาก็พบว่า มีรอยยิ้มใสๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว

“ขอบคุณพระเจ้า” เขากู่ร้องก้องอยู่ในหัวใจ


3......

นับจากจุดเวลานั้น กาลเวลาได้ช่วยพัฒนามิตรภาพของคนทั้งสองให้กลายเป็นความรักอันแสนงดงามของคนธรรมดาๆสองคนในเวลาต่อมา โดยมี เสียงเพลงแห่งรักบรรเลงคลอเคล้าไปอย่างอ้อยอิ่ง ....จวบจนกระทั่งทั้งสองเรียนจบ

เขาได้งานอย่างที่ตั้งใจ งานที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังทั่วทุกหัวระแหงเพื่อ นำพาข่าวสาร เรื่องราวความทุกข์ยากของผู้คนมาเผยแพร่ให้โลกรับรู้ เพื่อหาหนทางช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป

เขารักงาน...และรักเธอในเวลาเดียวกัน

ส่วนเธอเองหวังจะได้เรียนต่อต่างประเทศ และกลับมาสานฝัน ด้วยการเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ หญิงสาวสอบได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศสมใจ

ในชั่วชีวิตของคนเรา... คนธรรมดาทั่วไปที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นคนที่เดินผ่านไปมาตามริมฟุตบาทตรงโน้น หรือ ณ ที่แห่งหนใดก็ตาม อาจเป็นชายใส่ยีนส์คนนั้น หรือหญิงสาวถักเปียคนโน้น ท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้น อาจจะมีใครสักคน กลายมาเป็นคนที่เรารักที่สุดในชีวิตก็เป็นได้ เสมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาและเธอ

ความรักของเขาและเธอคงจะดำเนินต่อไป คล้ายๆกับนิยายพาฝันทั่วไป ที่น่าจะลงท้ายด้วยความสุข ความสมหวังและเสียงก้องกังวานของระฆังวิวาห์ ถ้าหากว่า จู่ ๆ…. เธอไม่เดินทางกลับมาบ้านเกิดอย่างกะทันหัน เพราะพบว่าตัวเองเป็นลูคีเมีย... มะเร็งในเม็ดเลือด

อนิจจา! เธอมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้อีกเพียงแค่ 1 ปี

“ แต่งงานกับผมเถอะนะ”

แม้รู้ดีว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่เขาตัดสินใจพูดประโยคนี้กับเธอ ด้วยหวังจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ดูแลเธอ จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่ชีวิตเธอเดินทางมาถึง

เขายอมทอดทิ้งทุกอย่าง

แม้แต่งานที่เขารักยิ่ง… เท่าชีวิต….เพื่อเธอ

แต่เธอสิ ! กลับปฏิเสธความปรารถนาดีของเขาเสียสิ้น ด้วยความปรารถนาดีที่มีให้แก่เขา ...ชายที่เธอรักเช่นกัน

“แม้ในเวลาที่ฉันจะต้องจากลาจากโลกนี้ไป คุณยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไปตราบนานแสนนาน และต้องเรียนรู้ที่จะมอบความรักครั้งใหม่ให้กับหญิงคนใหม่ที่ไม่ใช่ฉัน การเป็น - พ่อม่าย - สำหรับผู้ชายอายุเพียงเท่านี้ ไม่เป็นผลดีอะไรกับคุณเลย มันไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ชายดีๆเช่นคุณ”  เธอตอบเข้าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

ถึงกระนั้น เขายังคงยืนกรานเช่นเดิม

“จะมีเหตุผลอย่างเดียวเท่านั้นที่ผมจะไม่แต่งงานกับคุณ นั่นก็ต่อเมื่อ ในเวลานี้ คุณหมดรักผมสิ้นแล้ว”  เขาตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

ถึงตอนนี้เธอไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาแห่งความสุขและความทุกข์ไหลรวมปะปนกันออกมา ...ความสุขที่ได้พบกับผู้ชายที่แสนดี
และความทุกข์ที่ว่า...เธอกำลังจะจากเขาไป…ในอีกไม่นาน !


4 ....

หลังสิ้นเสียงขับขานของระฆังวิวาห์ ทั้งสองต่างมอบสิ่งดีๆให้แก่กันและกัน ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาและเธอจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งทุกข์ใจ แทบจะไม่มีเวลาใดที่ทั้งสองจะห่างไกลกันเกินสายตา

แม้แต่ในตอนที่เธอกำลังจะจากไป มือของเขาเกาะกุมมือของเธอเอาไว้แน่น แนบแน่นเสียจนแทบจะละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

ในที่สุด ....วินาทีสุดท้ายของเธอก็เดินทางมาถึง เธอพริ้มตาลงถอนหายใจ กระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเขาว่า

“ ฉันรักคุณ”

จากนั้นความตายจึงพรากเธอไปจากเขา

เธอจากเขาไป…. จากไปภายใต้วงแขนของเขาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา

แม้จะเสียใจปานใด แต่เขาและเธอต่างก็รู้ดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองได้ใช้ทุกๆเศษเสี้ยววินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ซึ่งนั่นอาจจะดีเสียกว่า การที่คนเราอยู่ร่วมกันมานานนับสิบๆปี แต่ไม่เคยเลยสักวินาทีที่คิดจะทำดีให้กัน แม้เพียง…สักครั้ง
และที่สำคัญ….เธอจากเขาไป… โดยมีกลิ่นไอของความรักของเขาพันรอบกายของเธอไปประดุจดังอาภรณ์อันงดงามส่งเธอจนถึงสวรรค์
เธอตายอย่างมีเกียรติและมีความสุข ไม่ได้ตายอย่างไร้เหตุผลหรือด้วยความเกลียดชังเหมือนดังมวลมนุษยชาติจำนวนมากมายที่ต้องตายลงอันเนื่องมาจากความรุ่มร้อนของไฟแห่งสงคราม

…………………

นับจากวันที่เธอจากไป ทุกๆคืนก่อนนอน เขาจะเฝ้าสวดมนตร์อ้อนวอนกับพระเจ้าของเขา ขอให้พระองค์ทรงช่วยดูแลและคุ้มครองเธอที่อยู่บนสรวงสวรรค์ แทนเขา

และไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะไม่ขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยส่งเธอให้มาเกิดยังบนโลกใบนี้ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และสัมผัสกับความสุข
อันเกิดจากความรักที่แท้จริง

แม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลา… อันแสนสั้น ก็ตามที !

………………

 

 

กลับไปที่ หน้าแรก section นี้

 

setstats 1 1