ว่าแต่ว่า แล้วมึง ไม่คิดจะมีลูกมีเมียกับเขาบ้างหรือยังไงวะ เพื่อน
เสียงพูดของแสน
ดังเคล้าไปกับเสียงคลื่นทะเลที่ขับกล่อมอยู่นอกกระท่อมน้อยทรุดโทรม
ผมนิ่งอึ้งไปนานพอดูกับคำพูดของแสน ภาพวงหน้าของสาวน้อยหน้าใส
ข้าราชการบรรจุใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่วัน พลิ้วไหวขึ้นในหัวสมอง
เพราะรอยยิ้มใสสวยของเธอแท้ๆนั่นทีเดียว ที่ทำเอาผม
เดินสะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งโคโร่ลงกับพื้นห้องทำงาน จนได้อายคนไปทั้งแผนก
แต่เมื่อนึกได้ถึงประโยคอมตะที่ผมมักพกติดตัวเอาไว้เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้อ่อนไหว
ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ ประโยคที่คล้ายกับ
พันธนาการอันมองไม่เห็นแต่หนักอึ้งและรัดตรึงตัวผมไว้เอาจนหลังแอ่นตลอดมา
ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ แข็งใจพูดตอบออกไป
ไร้สาระวะ เฉพาะเรื่องงานอย่างเดียว ไม่นับเรื่องเรียนปริญญาโท
กูก็แทบไม่มีเวลาพอจะไปทำอะไรอีกแล้ว ไม่อยากเอาเรื่องบ้าๆอย่างนี้
มาคิดให้รกสมองอีก
ผมก้มหน้าก้มตาเขียนถ้อยคำหวานลงบนกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูแผ่นนั้นต่อไปในใจเริ่มกังวลถึง
แฟ้มงานกองโตที่ตั้งวางเคียงอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งที่บนโต๊ะทำงานและที่บ้าน
เรื่องบ้าๆ
แสนทวนคำผมเบาๆ สีหน้าทอประกายความสงสัย
1
เมื่อเช้านี้เอง ที่ แสนมาที่บ้านของผมซึ่งอยู่ถัดไปจากกระท่อมหลังนี้
ลงไปทางใต้ของหาดทรายสีทอง แสนขอให้ผมช่วยเขียนจดหมายรักไปถึงผกา สาวเจ้า
ผู้งดงามราวดอกไม้แห่งท้องทะเล
ชื่อเสียงความงามของเธอฟุ้งกระจายไปตามแนวยาวของหาดทรายสุดลูกหูลูกตา
หนุ่มๆลูกแม่ทะเลแห่แหนมาติดพันเธอราวกับหมู่ปลาหลงแสงไฟของเรือประมงในยามราตรี
จนบัดนี้
เป็นเวลาดึกโขแล้ว
กว่าจดหมายรักที่ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ แสน
ปรารถนาให้ถ้อยคำเป็นสำนวนลูกทุ่งย้อนยุคจึงแล้วเสร็จ
ผมนั่งปล่อยควันบุหรี่หย่อนใจอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อม
สายตาทอดยาวไปที่แสงไฟกระพริบระยิบระยับจากเรือประมงหลายลำที่แล่นอยู่ลิบๆกลางท้องทะเลสีดำ
แสนตามมาเพื่อรบเร้าให้ผมอ่านทวนข้อความในจดหมายให้เขาตั้งแต่ต้นจนจบ
.
.. เขียนที่กระท่อมน้อยคอยรักริมทะเล
ในวันที่เหงาๆ เดือนที่ว้าเหว่และ ปี พ.ศ.ที่วังเวง
ผงาจ๋า เจ้าจำพี่คนนี้ได้หรือไม่ พี่แสน
ผู้หลงใหลเสียงขลุ่ยมากกว่าเพลงร็อคแอนโรลและ ทะเลดุจชีวิต
พี่แสนอยากบอกผกาว่า อันตัวพี่นี้ ครั้งที่พบผกาเป็นครั้งแรก
เมื่อตอนที่ผกายังหัวเท่ากำปั้น
วิ่งแก้ผ้าโทงๆลงเล่นน้ำทะเลยามที่พี่ออกหาปลา
พี่ก็ปักใจรักแม่น้องผกามาตั้งแต่วันนั้น
พี่ได้สาบานกับท้องฟ้าและท้องทะเลว่า
จะต้องเอาแม่ผกามานอนข้างๆกายของพี่ให้ได้
.
สุดท้ายนี้พี่แสนคนนี้ขอสัญญาว่าจะรักและไม่ทำให้ผงาต้องได้รับความทุกข์ลำบาก
หากผงาตัดสินใจรับรักของพี่แสนคนจน คนซื่อ คนเดิม คนนี้
.
จาก ชายคนจน เลือดทะเล ที่ชื่อ พี่ แสนดี
P.S. I LOVE U.
2
ฮา ฮา แหม มีหยอดท้ายด้วยภาษาประกิตเสียด้วยโว้ย เจ๋งวะข้าชอบ
ว่าแต่ว่ามันแปลว่าอะไรว้า แสนตบมือเปาะ แปะหัวเราะชอบใจ
P.S. I LOVE U ก็แปลว่า ป. ล. ฉันรักคุณ ไงวะ ผมตอบแสน
เฮ้ย
อืม
. ไอ้ตรงมึงเขียนตรงเนี่ยนะ กู ก็ช๊อบ ชอบวะ
เขียนที่กระท่อมน้อยคอยรักริมทะเล แหม
. มันฟังดู
เหมือนยี่เกที่เพิ่งมาเล่นในงานบวชลูกน้าแจ้ง
เมื่อ สองสามวันก่อนเลยนิ ช่างน่าสังเวชดีแท้ เอ๊ย ไม่ใช่! ช่างออดอ้อนดีแท้
เนอะ
แสนหัวเราะแหง่เห็นฟันขาวเรียงกันดุจไข่มุกงามใต้ท้องทะเล
ตัดกับผิวหน้าคมคายสีดำแดง กร้านแดดลมของเขา แสนยังคงเจื้อยแจ้วต่อไป
อะ แฮ่ม ตรงไอ้ วันที่เหงาๆ เดือนที่ว้าเหว่ นี่ก็ดีเนอะ แหม
จะเสียอยู่บ้างก็ตรง ไอ้ ปี พ.ศ. ที่วังเวง เนี่ย นะซิ กูว่า
มันฟังทะแม่งๆอยู่ ออกจะน่ากลั๊ว น่ากลัวไปหน่อยหรือเปล่าว้า หรือมึงว่าไร ?
แสน จ้องมองหน้าผมเหมือนขอความเห็น ผมอัดบุหรี่คำสุดท้ายลงปอด
ดับอารมณ์ขุ่นมัวกับคำพูดของแสน เจ้าคนไม่รู้หนังสือ แต่ก็ระงับอารมณ์ไม่ได้
หน่อยแน่ ไอ้แสน ตัวมึงเองก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก
แต่ยังริมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งจดหมายของกูอีกเหรอ
ประกายตาของแสนวูบไหว แววตาคล้ายมีความเจ็บช้ำหนักหนาเจืออยู่ พูดจบ
ผมก็ให้นึกตำหนิคำพูดของตัวเอง!
ด้วยทุกคนในหมู่บ้านชายทะเลอันแสนสงบแห่งนี้รวมทั้งตัวผมรู้ดีว่า
แสนมีชีวิตที่ลำเข็ญเพียงใด เพียงชั้นประถม 4
เด็กชายแสนดีก็ต้องสลัดชุดนักเรียนประถมอำลาเสียงหัวเราะเริงร่าในวัยเยาว์
มุ่งหน้าสู่เกลียวคลื่นแห่งท้องทะเลเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว นับจากนั้น
คืนวันของ แสน
หมดไปกับการคบหาอยู่กับหมู่ปลาในท้องทะเลอันเวิ้งว้างแทนหมู่เพื่อนนักเรียน
นานเกินไปเสียจน ลืมเลือนตัวหนังสือไปจากความทรงจำ!!!!
ส่วนผมโชคดีกว่าแสนมาก ที่เติบโตมาในครอบครัวอันแสนมั่งคั่ง
อีกทั้งเป็นคนเรียนเก่งระดับTOP 5 ของโรงเรียนมาตลอด
เมื่อเรียนจบมัธยมปลายในโรงเรียนประจำจังหวัด
จึงมีโอกาสไปเรียนต่อจนจบระดับมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และ
สอบเข้ารับราชการกลับมาบรรจุที่บ้านเกิด และขณะนี้
ผมยังมีสถานภาพเป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งอีกต่างหากชีวิตมันจะสมบูรณ์อะไรปานนี้หนอ
คุณว่าไหม ? แต่มันไม่จริงหรอกครับ
3
ในวัน ที่ท้องฟ้ามีเมฆก้อนใหญ่ลอยตุ๊บป่อง ฟูฟองเกลื่อนฟ้า
เหนือหมู่บ้านริมทะเล แสนมาหาผมที่บ้านอีกครั้ง ยื่นซองจดหมายสีขาวธรรมดาๆ
ให้กับผม --จดหมายของผกา แสนลุกลี้ลุกลน
เร่งเร้าให้ผมอ่านจดหมายฉบับนั้นให้ฟังโดยด่วน
ผม รับมันมาเปิดอ่าน เลื่อนสายตาไปมา บนกระดาษเขียนจดหมายสีเดียวกันกับซอง
เริ่มต้นอ่านข้อความในจดหมาย
เขียนที่บ้านของผกาจ๊ะ
พี่แสนจ๋า ผกาไม่เคยคิดจะรังเกียจพี่แสนเลย
หากพี่แสนจะคิดรักผกาละก้อ ผกาขอให้พี่แสน
หมั่นขยันออกทะเลหาเงินสักก้อนเพื่อเป็นค่าน้ำนมให้พ่อกับแม่ของผกา
แล้วจึงค่อยมาพูดจาสู่ขอกับแกทั้งสอง
ตอนนี้ ขอให้พี่แสนอย่าเพิ่งไปเกาะแกะเกะกะ
หรือแสดงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในตัวของผกา
เพราะจะทำให้พ่อแม่ไม่ชอบพี่แสนไปเสียก่อน
ผกาขอสัญญาว่า ในชาตินี้ จะขอเป็นเมียพี่แสนแต่เพียงผู้เดียว
พี่แสนนี้เท่ห์ ไม่เบาเลยนะจ๊ะ นอกจากจะจับปลาเก่งจนเป็นที่เลื่องลือแล้ว
แหม
. ยังรู้ภาษาอังกฤษกับเขาด้วย
แต่ที่หลัง พี่แสนอย่างเขียนภาษาอังกฤษอย่างนั้นมาอีกเลย
ผกามันคนความรู้น้อยอ่านไม่ออกหรอกจ๊ะ
รัก
จาก ผกา
แสนวิ่งออกปร๋อออกไปที่ชายหาด ตะโกนโวกเวกไม่ได้ศัพท์
บอกความดีใจของเขากับริ้วคลื่นและผืนน้ำทะเล
ผมมองตามออกไปด้วยหัวใจเริงร่าเบิกบาน!!!!
4
นับจากวันนั้นมา แสนก็ออกทะเลเป็นบ้าเป็นหลัง
หวังเก็บเงินกำนัลพ่อแม่ของคนรักให้ได้เร็วที่สุด
แม้แต่ในวันที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา
แสนยังคงดื้อรั้นพาเรือฝ่าคลื่นลมออกไปยังท้องทะเลใหญ่
ไม่ไยดีกับคำทัดท้านของผู้ใด มรสุมและฝนเทถล่มใส่
เรือของแสนที่ลอยลำอยู่กลางทะเลคลั่งจนจมดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก
ลูกเรือหนีตายกันอลหม่านไปคนละทิศละทาง แสนอาศัยเศษไม้ลอยคลออยู่กลางทะเล
ตากแดดตากลม เป็นเวลาหลายวัน
กว่าจะมีเพื่อนเรือประมงไปพบและช่วยนำส่งโรงพยาบาล สภาพของเขาตอนนั้น
ไม่ต่างอะไรจากคนตาย
มึงมันโง่
ทำไมต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงถึงขนาดนั้นหน้าฝนหน้าพายุใครเขาออกเรือกัน
ประโยคแรกที่ผมพูดกับแสนที่นอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลประจำอำเภอ
ร่างกายเคยใหญ่โตผ่ายผอมจนผิดรูป
ผิวหนังไหม้เกรียมไปทั่วตัวจะยกเว้นก็เฉพาะลูกนัยน์ตา
กู ไม่โง่หรอกเพื่อน มึงก็รู้ว่า กูต้องการเงินให้ได้เร็วที่สุด
ผมให้แปลกใจกับ น้ำเสียงของแสนที่ฟังดูก้องกังวานแจ่มใส
ผิดวิสัยของคนที่เพิ่งรอดพ้นความตายมาอย่างฉิวเฉียด
หากย้อนเวลากลับไปได้ กูก็จะยังคงจะทำเช่นนั้นอยู่ดี ประโยคสุดท้ายของแสน
คนไม่รู้หนังสือเหมือนสะกด ข้าราชการอนาคตไกลและว่าที่มหาบัณฑิตเช่นผม
ให้ยืนนิ่งงงงันเหมือนต้องมนต์!!!
ค่ำแล้ว ในยามที่ผมดุ่มเดินออกมาจากโรงพยาบาล ก้อนสมองของผมตอนนั้น
ครุ่นคิดถึงเรื่องของแสน ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่า ไอ้เจ้าความรักนี่
มันจะมีค่า มีความหมายดลบันดาลให้แสนเป็นไปได้ถึงเพียงนั้น
ความรัก ที่ครั้งหนึ่ง ผมเองมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี !
ทุกถ้อยคำพูดของผมเองยังคงก้องอยู่ในสองรูหู
ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ
สำหรับผม คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของการทำงาน
การได้เป็นเจ้าคน นายคน งานคือเงิน เงินคืองานบันดาล
คติความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่หรอกหรือ ที่ถูกฝังอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่อ้อน แต่ออด
!
และเพราะความเชื่อเช่นที่ว่า ตลอดเวลาของชีวิต ผมจึงเวียนว่ายตายเกิด
วนเวียนอยู่กับการแข่งขัน เพื่อความเป็นหนึ่ง ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงาน
ครั้งใดที่ ผมพ่ายแพ้ ความอิจฉาริษยาจะคอย
เผาผลาญหัวใจของผมให้รุ่มร้อนเดือดดาลและอาฆาต และหากครั้งใด ผมชนะ
ความโลภก็ไม่เคยอนุญาตให้ผมหยุดอยู่นิ่งอยู่แค่ตรงนั้น แต่ในความเป็นจริง
ผมไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริงกับมันเลย พับผ่าสิเอา !
หรือคุณมี ?
ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ
ใช่แล้วประโยคนี้มันไม่มีอะไรผิดหรอก แต่ผมลืมไปว่า บนโลกเรา ณ เวลานี้
คนอายุเกินร้อยปีหาได้น้อยลงทุกที ส่วนใหญ่ก็ตายกันที่อายุ 60 70 กันทั้งสิ้น
แล้วทำไมเราจึงไม่กวักมือต้อนรับในยามที่ความรักมาเคาะประตูหัวใจเพื่อทักทาย
แทนที่จะโบกมือขับไสไล่ส่งมัน บอกตามตรง
ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเองคือคนที่โง่บรมโง่ที่สุดหรือไม่?
5
แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ จู่ๆภาพของแม่ สาวน้อยหน้าใส
ข้าราชการบรรจุใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วันก็พลิ้วไหวขึ้นในห้วงความคิด
ขณะที่หูของผมก็เกิดได้ยินเสียงประหลาดแว่วออกมาจากหัวใจ มันสั่ง
ให้ผมเริ่มต้นวิ่ง และ วิ่งไปอย่างสุดแรงเกิด ที่หมายคือ กระท่อมของแสน
เสียงนั้นบอกด้วยว่า
ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อความสุขอันแท้จริงของตัวเอง !
ระหว่างทาง ผมรู้สึกคล้ายว่า ร่างกายของผมเบาหวิวดุจปุยนุ่น !!หรือว่า
พันธนาการอันมองไม่เห็นและหนักอึ้งที่รัดตรึงตัวผมไว้จนหลังแอ่นตลอดมา มัน
ได้หลุดลอยหายไปแล้วจากตัวผม !!
นั่นเองที่ทำให้ ผมวิ่งได้เร็วอย่างน่ามหัศจรรย์ เมื่อตะกี้นี่เอง
ขณะที่ผมวิ่งแซงรถเก๋งสีขาวคันนั้นที่ตอนนี้ตามหลังผมอยู่ลิบๆ
ผมชะโงกหน้าเข้าไปในตัวรถ ที่แผงหน้าปัดรถ พระเจ้าช่วย !
ผมเห็นเข็มไมล์ชี้ไปที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง !
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ระยะทางกว่า60
กิโลจากโรงพยาบาลประจำอำเภอมาหมู่บ้านชายทะเล ผมใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที--
ผมก็แลเห็นกระท่อมน้อยของแสนรางเลือนอยู่หว่างความมืดมิด
ดวงดาวเหนือกระท่อมน้อยส่งแสงกระพริบวิบวับสะท้อนเข้าดวงตาขณะที่ผมวิ่งเข้าไปใกล้ๆ
.และแล้ว ผมก็ต้อง
ร้องอุทานขึ้นมาเสียงดังขณะหยุดยืนอยู่นิ่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อมน้อยริมทะเลที่ทรุดโทรมและร้างไร้คนดูแล
เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า
ตายละหวา ! ถ้าเกิด ในกระท่อมของเจ้าแสน
ไม่มีกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูเหลืออยู่เลยละ
แล้วจะเขียนจดหมายรักถึงเธอแม่สาวน้อยคนนั้นได้อย่างไรกันละทีนี้
ค่ำมืดดึกดื่นป่านฉะนี้แล้ว จะไปหาซื้อได้ที่ไหนหนอ