จดหมายรัก กับ กระท่อมน้อยริมทะเล  

โดย : รัน..

“ว่าแต่ว่า แล้วมึง ไม่คิดจะมีลูกมีเมียกับเขาบ้างหรือยังไงวะ เพื่อน ”

เสียงพูดของแสน ดังเคล้าไปกับเสียงคลื่นทะเลที่ขับกล่อมอยู่นอกกระท่อมน้อยทรุดโทรม ผมนิ่งอึ้งไปนานพอดูกับคำพูดของแสน ภาพวงหน้าของสาวน้อยหน้าใส ข้าราชการบรรจุใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่วัน พลิ้วไหวขึ้นในหัวสมอง เพราะรอยยิ้มใสสวยของเธอแท้ๆนั่นทีเดียว ที่ทำเอาผม เดินสะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งโคโร่ลงกับพื้นห้องทำงาน จนได้อายคนไปทั้งแผนก แต่เมื่อนึกได้ถึงประโยคอมตะที่ผมมักพกติดตัวเอาไว้เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้อ่อนไหว “ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ” ประโยคที่คล้ายกับ พันธนาการอันมองไม่เห็นแต่หนักอึ้งและรัดตรึงตัวผมไว้เอาจนหลังแอ่นตลอดมา
ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ แข็งใจพูดตอบออกไป

“ไร้สาระวะ เฉพาะเรื่องงานอย่างเดียว ไม่นับเรื่องเรียนปริญญาโท กูก็แทบไม่มีเวลาพอจะไปทำอะไรอีกแล้ว ไม่อยากเอาเรื่องบ้าๆอย่างนี้ มาคิดให้รกสมองอีก”

ผมก้มหน้าก้มตาเขียนถ้อยคำหวานลงบนกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูแผ่นนั้นต่อไปในใจเริ่มกังวลถึง แฟ้มงานกองโตที่ตั้งวางเคียงอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งที่บนโต๊ะทำงานและที่บ้าน

“ เรื่องบ้าๆ”

แสนทวนคำผมเบาๆ สีหน้าทอประกายความสงสัย


1

เมื่อเช้านี้เอง ที่ แสนมาที่บ้านของผมซึ่งอยู่ถัดไปจากกระท่อมหลังนี้ ลงไปทางใต้ของหาดทรายสีทอง แสนขอให้ผมช่วยเขียนจดหมายรักไปถึงผกา สาวเจ้า ผู้งดงามราวดอกไม้แห่งท้องทะเล ชื่อเสียงความงามของเธอฟุ้งกระจายไปตามแนวยาวของหาดทรายสุดลูกหูลูกตา หนุ่มๆลูกแม่ทะเลแห่แหนมาติดพันเธอราวกับหมู่ปลาหลงแสงไฟของเรือประมงในยามราตรี

จนบัดนี้…เป็นเวลาดึกโขแล้ว กว่าจดหมายรักที่“ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ” แสน ปรารถนาให้ถ้อยคำเป็นสำนวนลูกทุ่งย้อนยุคจึงแล้วเสร็จ ผมนั่งปล่อยควันบุหรี่หย่อนใจอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อม สายตาทอดยาวไปที่แสงไฟกระพริบระยิบระยับจากเรือประมงหลายลำที่แล่นอยู่ลิบๆกลางท้องทะเลสีดำ แสนตามมาเพื่อรบเร้าให้ผมอ่านทวนข้อความในจดหมายให้เขาตั้งแต่ต้นจนจบ….

….. เขียนที่กระท่อมน้อยคอยรักริมทะเล
……ในวันที่เหงาๆ เดือนที่ว้าเหว่และ ปี พ.ศ.ที่วังเวง
ผงาจ๋า เจ้าจำพี่คนนี้ได้หรือไม่ พี่แสน ผู้หลงใหลเสียงขลุ่ยมากกว่าเพลงร็อคแอนโรลและ ทะเลดุจชีวิต พี่แสนอยากบอกผกาว่า อันตัวพี่นี้ ครั้งที่พบผกาเป็นครั้งแรก เมื่อตอนที่ผกายังหัวเท่ากำปั้น วิ่งแก้ผ้าโทงๆลงเล่นน้ำทะเลยามที่พี่ออกหาปลา พี่ก็ปักใจรักแม่น้องผกามาตั้งแต่วันนั้น พี่ได้สาบานกับท้องฟ้าและท้องทะเลว่า จะต้องเอาแม่ผกามานอนข้างๆกายของพี่ให้ได้….

สุดท้ายนี้พี่แสนคนนี้ขอสัญญาว่าจะรักและไม่ทำให้ผงาต้องได้รับความทุกข์ลำบาก หากผงาตัดสินใจรับรักของพี่แสนคนจน คนซื่อ คนเดิม คนนี้ ….
จาก ชายคนจน เลือดทะเล ที่ชื่อ พี่ แสนดี
P.S. I LOVE U.


2
“ ฮา ฮา แหม มีหยอดท้ายด้วยภาษาประกิตเสียด้วยโว้ย เจ๋งวะข้าชอบ ว่าแต่ว่ามันแปลว่าอะไรว้า” แสนตบมือเปาะ แปะหัวเราะชอบใจ

“P.S. I LOVE U ก็แปลว่า ป. ล. ฉันรักคุณ ไงวะ” ผมตอบแสน

“ เฮ้ย… อืม…. ไอ้ตรงมึงเขียนตรงเนี่ยนะ กู ก็ช๊อบ ชอบวะ เขียนที่กระท่อมน้อยคอยรักริมทะเล แหม …. มันฟังดู เหมือนยี่เกที่เพิ่งมาเล่นในงานบวชลูกน้าแจ้ง
เมื่อ สองสามวันก่อนเลยนิ ช่างน่าสังเวชดีแท้ เอ๊ย ไม่ใช่! ช่างออดอ้อนดีแท้ เนอะ ”

แสนหัวเราะแหง่เห็นฟันขาวเรียงกันดุจไข่มุกงามใต้ท้องทะเล ตัดกับผิวหน้าคมคายสีดำแดง กร้านแดดลมของเขา แสนยังคงเจื้อยแจ้วต่อไป

“ อะ แฮ่ม ตรงไอ้ วันที่เหงาๆ เดือนที่ว้าเหว่ นี่ก็ดีเนอะ  แหม จะเสียอยู่บ้างก็ตรง ไอ้ ปี พ.ศ. ที่วังเวง เนี่ย นะซิ กูว่า มันฟังทะแม่งๆอยู่ ออกจะน่ากลั๊ว น่ากลัวไปหน่อยหรือเปล่าว้า หรือมึงว่าไร ? ”

แสน จ้องมองหน้าผมเหมือนขอความเห็น ผมอัดบุหรี่คำสุดท้ายลงปอด ดับอารมณ์ขุ่นมัวกับคำพูดของแสน เจ้าคนไม่รู้หนังสือ แต่ก็ระงับอารมณ์ไม่ได้

“หน่อยแน่ ไอ้แสน ตัวมึงเองก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่ยังริมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งจดหมายของกูอีกเหรอ ”

ประกายตาของแสนวูบไหว แววตาคล้ายมีความเจ็บช้ำหนักหนาเจืออยู่ พูดจบ ผมก็ให้นึกตำหนิคำพูดของตัวเอง! ด้วยทุกคนในหมู่บ้านชายทะเลอันแสนสงบแห่งนี้รวมทั้งตัวผมรู้ดีว่า แสนมีชีวิตที่ลำเข็ญเพียงใด เพียงชั้นประถม 4 เด็กชายแสนดีก็ต้องสลัดชุดนักเรียนประถมอำลาเสียงหัวเราะเริงร่าในวัยเยาว์ มุ่งหน้าสู่เกลียวคลื่นแห่งท้องทะเลเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว นับจากนั้น คืนวันของ แสน หมดไปกับการคบหาอยู่กับหมู่ปลาในท้องทะเลอันเวิ้งว้างแทนหมู่เพื่อนนักเรียน นานเกินไปเสียจน ลืมเลือนตัวหนังสือไปจากความทรงจำ!!!!

ส่วนผมโชคดีกว่าแสนมาก ที่เติบโตมาในครอบครัวอันแสนมั่งคั่ง อีกทั้งเป็นคนเรียนเก่งระดับTOP 5 ของโรงเรียนมาตลอด เมื่อเรียนจบมัธยมปลายในโรงเรียนประจำจังหวัด จึงมีโอกาสไปเรียนต่อจนจบระดับมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และ สอบเข้ารับราชการกลับมาบรรจุที่บ้านเกิด และขณะนี้ ผมยังมีสถานภาพเป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งอีกต่างหากชีวิตมันจะสมบูรณ์อะไรปานนี้หนอ คุณว่าไหม ? แต่มันไม่จริงหรอกครับ



3

…ในวัน ที่ท้องฟ้ามีเมฆก้อนใหญ่ลอยตุ๊บป่อง ฟูฟองเกลื่อนฟ้า เหนือหมู่บ้านริมทะเล แสนมาหาผมที่บ้านอีกครั้ง ยื่นซองจดหมายสีขาวธรรมดาๆ ให้กับผม --จดหมายของผกา แสนลุกลี้ลุกลน เร่งเร้าให้ผมอ่านจดหมายฉบับนั้นให้ฟังโดยด่วน

ผม รับมันมาเปิดอ่าน เลื่อนสายตาไปมา บนกระดาษเขียนจดหมายสีเดียวกันกับซอง เริ่มต้นอ่านข้อความในจดหมาย

“ เขียนที่บ้านของผกาจ๊ะ
พี่แสนจ๋า ผกาไม่เคยคิดจะรังเกียจพี่แสนเลย
หากพี่แสนจะคิดรักผกาละก้อ ผกาขอให้พี่แสน
หมั่นขยันออกทะเลหาเงินสักก้อนเพื่อเป็นค่าน้ำนมให้พ่อกับแม่ของผกา
แล้วจึงค่อยมาพูดจาสู่ขอกับแกทั้งสอง
ตอนนี้ ขอให้พี่แสนอย่าเพิ่งไปเกาะแกะเกะกะ
หรือแสดงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในตัวของผกา
เพราะจะทำให้พ่อแม่ไม่ชอบพี่แสนไปเสียก่อน
ผกาขอสัญญาว่า ในชาตินี้ จะขอเป็นเมียพี่แสนแต่เพียงผู้เดียว
พี่แสนนี้เท่ห์ ไม่เบาเลยนะจ๊ะ นอกจากจะจับปลาเก่งจนเป็นที่เลื่องลือแล้ว
แหม …. ยังรู้ภาษาอังกฤษกับเขาด้วย
แต่ที่หลัง พี่แสนอย่างเขียนภาษาอังกฤษอย่างนั้นมาอีกเลย
ผกามันคนความรู้น้อยอ่านไม่ออกหรอกจ๊ะ
รัก
จาก ผกา ”

แสนวิ่งออกปร๋อออกไปที่ชายหาด ตะโกนโวกเวกไม่ได้ศัพท์ บอกความดีใจของเขากับริ้วคลื่นและผืนน้ำทะเล ผมมองตามออกไปด้วยหัวใจเริงร่าเบิกบาน!!!!


4
นับจากวันนั้นมา แสนก็ออกทะเลเป็นบ้าเป็นหลัง หวังเก็บเงินกำนัลพ่อแม่ของคนรักให้ได้เร็วที่สุด แม้แต่ในวันที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา แสนยังคงดื้อรั้นพาเรือฝ่าคลื่นลมออกไปยังท้องทะเลใหญ่ ไม่ไยดีกับคำทัดท้านของผู้ใด มรสุมและฝนเทถล่มใส่ เรือของแสนที่ลอยลำอยู่กลางทะเลคลั่งจนจมดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลลึก ลูกเรือหนีตายกันอลหม่านไปคนละทิศละทาง แสนอาศัยเศษไม้ลอยคลออยู่กลางทะเล ตากแดดตากลม เป็นเวลาหลายวัน กว่าจะมีเพื่อนเรือประมงไปพบและช่วยนำส่งโรงพยาบาล สภาพของเขาตอนนั้น ไม่ต่างอะไรจากคนตาย

…………
“ มึงมันโง่ ทำไมต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงถึงขนาดนั้นหน้าฝนหน้าพายุใครเขาออกเรือกัน ” ประโยคแรกที่ผมพูดกับแสนที่นอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลประจำอำเภอ ร่างกายเคยใหญ่โตผ่ายผอมจนผิดรูป ผิวหนังไหม้เกรียมไปทั่วตัวจะยกเว้นก็เฉพาะลูกนัยน์ตา

“กู ไม่โง่หรอกเพื่อน มึงก็รู้ว่า กูต้องการเงินให้ได้เร็วที่สุด ”

ผมให้แปลกใจกับ น้ำเสียงของแสนที่ฟังดูก้องกังวานแจ่มใส ผิดวิสัยของคนที่เพิ่งรอดพ้นความตายมาอย่างฉิวเฉียด

“ หากย้อนเวลากลับไปได้ กูก็จะยังคงจะทำเช่นนั้นอยู่ดี” ประโยคสุดท้ายของแสน คนไม่รู้หนังสือเหมือนสะกด ข้าราชการอนาคตไกลและว่าที่มหาบัณฑิตเช่นผม ให้ยืนนิ่งงงงันเหมือนต้องมนต์!!!
………

ค่ำแล้ว ในยามที่ผมดุ่มเดินออกมาจากโรงพยาบาล ก้อนสมองของผมตอนนั้น ครุ่นคิดถึงเรื่องของแสน ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่า ไอ้เจ้าความรักนี่ มันจะมีค่า มีความหมายดลบันดาลให้แสนเป็นไปได้ถึงเพียงนั้น

ความรัก ที่ครั้งหนึ่ง ผมเองมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี !

ทุกถ้อยคำพูดของผมเองยังคงก้องอยู่ในสองรูหู

“ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ”

สำหรับผม คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของการทำงาน การได้เป็นเจ้าคน นายคน “ งานคือเงิน เงินคืองานบันดาล” คติความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่หรอกหรือ ที่ถูกฝังอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่อ้อน แต่ออด !

และเพราะความเชื่อเช่นที่ว่า ตลอดเวลาของชีวิต ผมจึงเวียนว่ายตายเกิด วนเวียนอยู่กับการแข่งขัน เพื่อความเป็นหนึ่ง ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงาน ครั้งใดที่ ผมพ่ายแพ้ ความอิจฉาริษยาจะคอย เผาผลาญหัวใจของผมให้รุ่มร้อนเดือดดาลและอาฆาต และหากครั้งใด ผมชนะ ความโลภก็ไม่เคยอนุญาตให้ผมหยุดอยู่นิ่งอยู่แค่ตรงนั้น แต่ในความเป็นจริง ผมไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริงกับมันเลย พับผ่าสิเอา !

หรือคุณมี ?

“ยังมีเรื่องราวในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะต้องทำ”

ใช่แล้วประโยคนี้มันไม่มีอะไรผิดหรอก แต่ผมลืมไปว่า บนโลกเรา ณ เวลานี้ คนอายุเกินร้อยปีหาได้น้อยลงทุกที ส่วนใหญ่ก็ตายกันที่อายุ 60 70 กันทั้งสิ้น แล้วทำไมเราจึงไม่กวักมือต้อนรับในยามที่ความรักมาเคาะประตูหัวใจเพื่อทักทาย แทนที่จะโบกมือขับไสไล่ส่งมัน บอกตามตรง ผมเริ่มไม่แน่ใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเองคือคนที่โง่บรมโง่ที่สุดหรือไม่?


5

แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ จู่ๆภาพของแม่ สาวน้อยหน้าใส ข้าราชการบรรจุใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วันก็พลิ้วไหวขึ้นในห้วงความคิด ขณะที่หูของผมก็เกิดได้ยินเสียงประหลาดแว่วออกมาจากหัวใจ มันสั่ง ให้ผมเริ่มต้นวิ่ง และ วิ่งไปอย่างสุดแรงเกิด ที่หมายคือ กระท่อมของแสน
เสียงนั้นบอกด้วยว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อความสุขอันแท้จริงของตัวเอง !

ระหว่างทาง ผมรู้สึกคล้ายว่า ร่างกายของผมเบาหวิวดุจปุยนุ่น !!หรือว่า พันธนาการอันมองไม่เห็นและหนักอึ้งที่รัดตรึงตัวผมไว้จนหลังแอ่นตลอดมา มัน ได้หลุดลอยหายไปแล้วจากตัวผม !!

นั่นเองที่ทำให้ ผมวิ่งได้เร็วอย่างน่ามหัศจรรย์ เมื่อตะกี้นี่เอง ขณะที่ผมวิ่งแซงรถเก๋งสีขาวคันนั้นที่ตอนนี้ตามหลังผมอยู่ลิบๆ ผมชะโงกหน้าเข้าไปในตัวรถ ที่แผงหน้าปัดรถ พระเจ้าช่วย ! ผมเห็นเข็มไมล์ชี้ไปที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง !

… แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ระยะทางกว่า60 กิโลจากโรงพยาบาลประจำอำเภอมาหมู่บ้านชายทะเล ผมใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที-- ผมก็แลเห็นกระท่อมน้อยของแสนรางเลือนอยู่หว่างความมืดมิด ดวงดาวเหนือกระท่อมน้อยส่งแสงกระพริบวิบวับสะท้อนเข้าดวงตาขณะที่ผมวิ่งเข้าไปใกล้ๆ

….และแล้ว ผมก็ต้อง ร้องอุทานขึ้นมาเสียงดังขณะหยุดยืนอยู่นิ่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อมน้อยริมทะเลที่ทรุดโทรมและร้างไร้คนดูแล เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า

“ ตายละหวา ! ถ้าเกิด ในกระท่อมของเจ้าแสน ไม่มีกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูเหลืออยู่เลยละ แล้วจะเขียนจดหมายรักถึงเธอแม่สาวน้อยคนนั้นได้อย่างไรกันละทีนี้ ค่ำมืดดึกดื่นป่านฉะนี้แล้ว จะไปหาซื้อได้ที่ไหนหนอ ”
………………………

 

 

กลับไปที่ หน้าแรก section นี้

 

setstats 1 1