เพื่อนเก่าในกาลเวลา  

โดย : รัน..


1

วันหนึ่ง “ไอ้โกมล” หรือ “ไอ้เหยิน” ซึ่งย่อมาจาก “ไอ้ฟันเหยิน”อดีตเพื่อนไม่สนิทคนหนึ่งในชั้นเรียนมัธยมของโรงเรียนชายล้วนย่านสะพานปลา บางรักของผม ได้โทรศัพท์มาหาที่ที่ทำงาน แปลกใจเล็กน้อยที่มันไปได้เบอร์ผมมาจากไหน เพราะร้อยวันพันปี มันกับผมไม่เคยติดต่อกันเลย นานกว่า10 ปีแล้วกระมัง และจากข้อความที่ผ่านมาทางสายโทรศัพท์ มันบอกว่า ตอนนี้มันทำมาหากินเป็นทนายความอยู่ ซึ่งนั่นทำให้ผมเผลอเป่าลมหายใจร้อนฉ่าออกมากระทบหูโทรศัพท์ด้วยความโล่งอก เมื่อรู้ว่า มันไม่ได้ประกอบอาชีพขายประกันหรือแอมเวย์!

“คือ ยังงี้ พวกกู ซึ่งได้แก่ ไอ้เอ ไอ้สูจน์ ไอ้เมธ มึงคงจำไอ้พวกนี้ได้นะ คิดจะจัดงานสังสรรค์เพื่อนนักเรียนมัธยมของเราในวันที่ 22 ที่จะถึงนี้ พวกกูจึงคิดจะเชิญเพื่อนนักเรียนรุ่นเราที่ได้ดิบได้ดีในสังคมมางานเพื่อกระชับความสัมพันธ์กัน คบๆกันไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน และงานนี้นะโว้ย มึงจำไอ้เจี่ย หัวหน้าห้องของเราได้หรือเปล่า ตอนนี้ มันจบด๊อกเตอร์มาจากญี่ปุ่น และ เป็นที่บริษัทด้านกฎหมายของบริษัทญี่ปุ่น โห กินเงินเดือนเป็นแสนๆ มันเป็นประธานจัดงานวะ ” ไอ้เหยินพูดรัว ขณะที่ผมกังวลว่ามันจะหายใจไม่ทันตายไปต่อหน้าผม

“รุ่นเราได้ดีกันหลายคนนะโว้ย ล้วนแต่ใหญ่ ๆ โต ๆ กันเกือบทั้งนั้น มึงเองก็ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ล่ะ เป็นถึงครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย”

ผมรำพึงคำพูดของมันขึ้นมาช้าๆ “รุ่นเราได้ดีกันหลายคน ล้วนแต่ใหญ่ ๆ โต ๆกันเกือบทั้งนั้น” ผมตั้งคำถามกับหัวใจตัวเองว่า แล้วเพื่อนที่ไม่ได้ใหญ่ ๆโตๆในความหมายของไอ้เหยินมันละ ตอนนี้พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง ในตอนนั้นเองที่ ใจผมประหวัดหวนนึกถึง “ประชา” เพื่อนรักผู้พิการของผมขึ้นมาอย่างประหลาด นับจากวันประกาศผลเอ็นทรานส์เมื่อหลายปีก่อน ผมเองก็แทบลืมเลือนเพื่อนคนนี้ไปจากความทรงจำ

“มึงได้ข่าวประชาบ้างหรือเปล่า” ผมถามไอ้เหยินหลังจากถอนหายใจยาว

ปลายสายฝั่งโน้นอุทานขึ้นแผ่วเบา “ใครวะ” มันใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อครุ่นคิดราวกับว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยในชีวิต

“อ้อ ไอ้บอดนั่นนะเหรอ เออวะ กูก็ไม่ได้ข่าวมันเลย เฮ้ย ตอนที่จบชั้นมัธยมปลายมันเอ็นฯไม่ติดนี่หว่า ไม่รู้มันไปทำอะไรของมันเหมือนกันว่ะ ไม่ได้ข่าว ช่างเหอะ ว่าแต่ว่ามึงจะไปงานนี้หรือเปล่าวะ…เฮ้ยมึงฟังกูอยู่หรือเปล่า….”

ผมคล้ายว่า ไม่ได้ยินคำพูดประโยคต่อ ๆ มาของไอ้เหยินอีกแล้ว ความคิดคำนึงดำดิ่งกลับไปสู่วัยเยาว์อีกครั้ง ภาพอดีตปรากฏชัดเจนราวกับว่า ผมกำลังนั่งดูละครโทรทัศน์หลังข่าวยามค่ำคืน….


2

ในวันแรกของการเปิดภาคเรียนในชั้นมัธยม ผมเห็นภาพ แม่วัย 40 จูงมือผมที่ยังตัวเล็กเท่าสะเอวของแม่ เก้ ๆ กัง ๆ ตามประสาคนไม่เคยได้ออกไปไหนไกลเกินกว่ารั้วบ้าน ก้าวขึ้นรถเมล์โทรมๆคันหนึ่ง มุ่งสู่โรงเรียนมัธยมหลังใหม่ที่ไกลกว่าโรงเรียนประถมของผมที่อยู่เพียงแค่ปากซอย บนรถเมล์คันนั้น แม่งก ๆ เงิ่น ๆ หยิบเหรียญเงินที่ชายพกผ้าถุงยื่นให้กับกระเป๋ารถเมล์ที่ชักสีหน้าไม่พอใจกับความเชื่องช้าของแม่ ผมรู้สึกสงสารแม่จับใจ แม่ผู้ไม่ค่อยรู้หนังสือหนังหาแต่เพียรทำทุกทางเพื่อให้ลูกได้เรียนสูง ๆ

แม่นั่งนับป้ายรถเมล์ไปเรื่อย ๆ ทีละป้าย ทีละป้าย และเมื่อถึงป้ายที่ 8 แม่ในอาการตื่น ๆ ก็รีบแหวกผู้คนพาผมลงจากรถเมล์ เก้ ๆ กัง ๆ ไม่แพ้ตอนขาขึ้นมาบนรถสักเท่าไหร่ เราสองคนจูงมือกันเดินอ้อยอิ่งผ่านตึกเรียนสีขาวหลังใหญ่ ๆ หลายหลังที่ตั้งโอบล้อมสนามซีเมนต์ทั้งสี่ด้าน มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนที่มีป้ายไม้เล็ก ๆ สีเขียวแก่ มีตัวอักษรสีขาวเขียนไว้เหนือประตูทางเข้าว่า “ม. 1/3” สักพัก ร่างของแม่ก็ลับหายไปพร้อมกับผู้ปกครองของเด็กคนอื่น ๆ ปล่อยผมไว้กับกลุ่มเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนเกือบ 50 คน และหลายคนในพวกเขาเหล่านี้ได้กลายมาเป็นเพื่อนรักของผมในเวลาต่อมา รวมทั้ง ประชา เด็กน้อยสมองทึบทึม และนัยน์ตาข้างซ้ายบอดสนิทมาตั้งแต่กำเนิด ผู้รักกีฬาฟุตบอลเท่าชีวิต !!!


3

เมื่อตอนเป็นเด็กขนาดนั้น เราทุกคนต่างมีฝันอันผิดแผกแตกต่างกันไป บางคนฝันเป็นหมอ บางคนก็ฝันเป็นทหาร ตำรวจ แต่สำหรับประชาเพื่อนผู้พิการผู้นี้ของผม เขาฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย

“ฐานะก็ยากจนแถมยังเป็นคนโง่ที่สุดในห้องจะตกมิตกแหล่อย่างเราจะให้ฝันไกล เป็นหมอ เป็นวิศวกรหรือ เป็นอะไรดี ๆ เหมือนกับคนอื่นเขามันคงยาก เป็นนักฟุตบอลทีมชาตินี่ละวะ เห็นที จะเข้าท่าที่สุดแล้วสำหรับเรา” ประชาบอกฝันของเขาให้ผมฟังในค่ำคืนที่พราวไปด้วยแสงดาว ขณะที่เราทั้งสองนอนดูท้องฟ้ากันอยู่ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ชั้นม.3

“แต่ นาย เออ.. ตาบอดนะ” ผมติงเขาให้ได้คิด

“แต่เราตาบอดข้างเดียว คงไม่เป็นไร เราจะต้องไปให้ถึงฝันของเราให้ได้ ” เขาเถียงผมอย่างดื้อรั้น

บอกตามตรง ในตอนนั้น หัวใจของผมรู้สึกสั่นระริกด้วยความเศร้า เมื่อได้ฟังฝันของเขา เพราะในความจริงแล้ว มันช่างรางเลือนซะเหลือทน หว่างฟ้ามืดในค่ำคืนนั้น ผมคล้ายว่าเห็นฝันของเขามันลอยเคว้งคว้างไปค้างเติ่งอยู่ที่ดวงดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลสุดตา ฝันของเจ้ามันช่างไกลเสียจริงๆหนอ ประชาเอ๋ย!


4

ทุกเย็นย่ำหลังเลิกเรียน เราหลายคนในชั้นจะรวมตัวกันไปเล่นฟุตบอลกันที่ลานวัดตรงข้ามโรงเรียน ทุกคนจะเตรียมเสื้อฟุตบอลมาจากบ้านและผลัดเปลี่ยนกันที่นั่น และที่นั่น เราจะสังเกตความชื่นชอบทีมฟุตบอลของแต่ละคนได้จากเสื้อยืดที่ใช้สวมใส่เล่นฟุตบอลกันที่ลานวัดนั่นเอง

สำหรับประชา เขาชอบที่จะใส่เสื้อสีแดงสดที่มีธงชาติไทยเล็กๆแปะติดไว้ตรงหน้าอกด้านซ้าย เขาตั้งฉายาให้กับตัวเองอย่างน่าขนพองสยองเกล้าว่า “ไอ้บอดดินระเบิด”

เมื่อยามที่เล่นกันเอง เราจะแบ่งข้างกันเล่นแบบที่เรียกกันในหมู่เด็ก ๆ อย่างเราว่า “โกล์รูหนู” เพียงแค่เอากระป๋องนมเปล่าบ้าง ก้อนหินเก่าบ้างวางกองเป็นเสาประตูที่มีความกว้างราว 3 ฟุต ไม่ต้องมีผู้รักษาประตูคอยยืนเฝ้า แค่นี้ลานวัดก็กลายเป็นสนามฟุตบอลเล็ก ๆ อันแสนวิเศษของ “นักฟุตบอลลานวัด”อย่างพวกเราไปโดยปริยาย ในการเล่นของพวกเรา เราจะแบ่งคนที่เล่นฟุตบอลเก่งและคนที่เล่นฟุตบอลไม่เก่งถัว ๆ กันไป เราล้วนไม่ได้คิดจริงจังกับเกมการแข่งขันแพ้ชนะกันมากนัก (แต่ชนะได้ก็จะดี) ในหมู่พวกเรา ประชาหรือในสมญานามว่า ไอ้บอดดินระเบิด คือ คนที่แข็งแรงที่สุด เตะหนักที่สุด ด้วยพละกำลังที่พระเจ้าประทานให้ราวกับจะทดแทนความผิดพลาดที่พระองค์ทรงลืมประทานดวงตาข้างซ้ายมาให้กับเขา ผมยังระลึกได้ถึงภาพที่ไอ้บอดดินระเบิดกับเสื้อยืดสีแดงที่มีธงชาติปักอยู่ที่หน้าอกวิ่งเอียงๆ โดยใช้ตาข้างขวาที่มีอยู่ข้างเดียวของเขา นำทางเข้าหาลูกฟุตบอลที่เกลือกกลิ้งอยู่บนลานวัด ขณะที่ตาข้างที่บอดจะประหลับประเหลือกขึ้นลงอย่างน่าเวทนา สำหรับผม มันช่างเป็นภาพที่น่าขันและน่าหดหู่ใจไปพร้อมกัน

และหากครั้งคราใด มีนักเรียนโรงเรียนใกล้ ๆ มาท้าแข่งเพื่อชิงสนาม หรือพนันเงินกัน ทีมนักฟุตบอลลานวัดของเราก็จะคัดเอาเฉพาะคนที่เก่งที่สุดเท่าที่เรามีอยู่ลงเล่นต่อกรกับนักฟุตบอลโรงเรียนอื่น คนที่ไม่เก่งก็จะกลายเป็นกองเชียร์อยู่ข้างสนาม และ ในบรรดาคนไม่เก่งนี้จะรวมไปถึง ประชา ด้วยคนหนึ่ง

“ให้เราลงเล่นเป็นตัวจริงเถอะวะ รับรองไอ้พวกนี้กระจุย” ประชามักทำเสียงออดอ้อนกับผม ที่ชอบทำตัวเป็นหัวหน้าทีมอยู่เสมอ และได้ผล ประชาจะได้ลงเล่นด้วยทุกครั้ง แต่ก็ทุกครั้งอีกเหมือนกันที่ประชาจะถูกเปลี่ยนตัวออกจากเกมอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน เพราะเขามักจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ทีมฟุตบอลลานวัดของเราต้องเสียประตูอยู่เป็นนิจ “เฮ้ย ไอ้บอด ไอ้สมองหมาปัญญาควายมึงนะออกไปเลย ไอ้ห่าแม่งง…มีแต่แรง” เสียงตะโกนเช่นนี้จะเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ จากนั้น ประชาก็จะเดินคอตก หน้าละห้อยออกจากสนาม

บอกตามตรงครับ -…ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า จะมีโค้ชฟุตบอลทีมชาติไทยคนไหนที่อยากจะได้นักฟุตบอลที่มีดวงตาเพียงข้างเดียวและปราศจากฝีมืออย่างประชาเอาไว้ในทีม !

ยิ่งคิด-หัวใจของผมก็สั่นระริกด้วยความเศร้าขึ้นมาอีกครั้ง !


5

คืนวันอันผันผ่านพาเราทั้งหลายล่วงสู่ความสุข เศร้า เหงาและทุกข์ในวัยเรียนมาด้วยกันปีแล้วปีเล่าจนถึงวันประกาศผลเอ็นทรานส์ พวกเราทั้งห้องส่วนใหญ่สอบติด มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สอบไม่ได้ ประชาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สอบไม่ได้เช่นกัน อนิจจา! เคราะห์ร้ายมักอยู่กับประชาอยู่เสมอ

“เอ็นฯไม่ได้ก็ไม่เป็นหรอกวะ เราจะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติให้ได้ ไม่ต้องห่วง นายคอยดูเราในทีวีแล้วกัน เราสัญญา ” ประชาให้สัญญากับผม ซึ่งฟังคล้ายคำสั่งลา และอาลัยเสียมากกว่า

และนับจากวันนั้น พวกเราแต่ละคนต่างก็เดินไปสู่ดวงดาวแห่งฝันที่ทุกคนได้มุ่งหมายเอาไว้ เราหลงระเริงไปกับ เพื่อนใหม่ และโลกใบใหม่ภายในรั้วมหา’ลัยที่สดใสและแสนสวย กว่าโรงเรียนมัธยม มีบ้างบางคราที่เราติดต่อถึงกันทางโทรศัพท์กับเพื่อนเก่าๆ แต่จากนานๆครั้งจนกลายเป็นไม่มีเลยไปในที่สุด
ผมไม่รู้จริงๆว่า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเราและผม เราลืมเลือนวันเวลาเหล่านั้นไปได้อย่างไรหนอ ?
…………….


6

“ เฮ้ย ! กูถามมึงว่าตกลงมึงจะไปงานเลี้ยงรุ่นของพวกเราหรือเปล่าวะ” เสียงของไอ้เหยินที่กรอกเข้ามาในสายโทรศัพท์ด้วยเสียงอันดังพาผมกลับมาสู่ปัจจุบัน ผมตอบตกลงไปในที่สุด

7
ในห้องจัดงานเลี้ยงของโรงแรมหรูในวันสังสรรค์เพื่อนนักเรียนเก่าที่อบร่ำไปด้วยกลิ่นแอลกฮอล์ เสียงดนตรี และเสียงสรวลเสเฮฮา ผมยินเสียงพร่ำบอกกันถึงธุรกิจร้อยล้านพันล้าน และความสำเร็จของเพื่อนเก่าแต่ละของผม ที่บัดนี้กลายเป็นคนใหญ่ ๆ โต ๆ ฟุ้งกระจาย เกลื่อนไปทั่วห้องหับนั้น ผมมองไม่เห็นเพื่อนเก่า ๆ ของผมอีกหลายคน คิดไปว่า พวกเขาคงไม่ได้เป็นคนใหญ่ๆ โต ๆละกระมัง เลยไม่ได้มาในงานนี้ รู้สึกหดหู่และอ้างว้างขึ้นมาเป็นกำลัง
งานใกล้เลิกแล้ว เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของผู้คน ผมจึงคิดชิงกลับก่อน ขณะย่ำเดินออกจากห้องจัดงานเลี้ยง ผมเห็น ชายคนหนึ่ง ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ตรงปากประตูของห้องจัดงานเลี้ยง เสื้อฟุตบอลสีแดงซ่อมซอกับธงชาติบนหน้าอกด้านซ้ายที่ชายคนนั้นสวมใส่อยู่สะดุดใจผมอย่างหนัก เขาเร่งรีบผลุนผลันเดินหนีจาก ณ ที่ตรงนั้นไปทันที เมื่อรู้ว่าผมจ้องมองไปที่เขา บางอย่างในความทรงจำทำให้ผมรีบก้าวเท้าตามไป และตัดสินใจตะโกนเรียกเขาในเวลาต่อมา “เดี๋ยว หยุดก่อนครับ” ชายคนนั้นหยุดนิ่งและค่อย ๆ หันมา และจากแสงไฟสีเศร้าระหว่างทางเดินของโรงแรม ผมแลเห็นใบหน้าของเขาได้ถนัด ภาพของเด็กน้อยสมองทึบทึม และนัยน์ตาข้างซ้ายบอดสนิทมาตั้งแต่กำเนิด ผู้รักกีฬาฟุตบอลเท่าชีวิต มาบัดนี้ได้มายืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง!!!


8
ระหว่างทางเดินของโรงแรมที่ราดไปด้วยพรมสีดำหรู เราสองคนยืนจ้องหน้ากันเนิ่นนาน ผมพินิจร่างซูบผอมและใบหน้าที่แก่กว่าอายุจริงนั้นด้วยสะเทือนใจ ประชาบอกกับผมว่า รู้ข่าวการเลี้ยงสังสรรค์จากข่าวสังคมในหน้าหนังสือพิมพ์ นึกอยากจะมาร่วมรำลึกความหลังเก่า ๆ แต่เมื่อมาถึงงานก็ไม่กล้าเข้าไปเมื่อนึกถึงสารรูปของตัวเอง เขายังบอกอีกด้วยว่า หลังจากเรียนจบในชั้นมัธยมปลาย เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมที่จะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติให้จงได้

“แต่เราไม่ได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติหรอกเพื่อน ใครเขาจะมาสนใจนักฟุตบอลพิการอย่างเรา ตอนนี้ก็ได้แต่เป็นผู้ดูแลสนามและอุปกรณ์ฟุตบอลให้กับเด็ก ๆในโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด พอเลี้ยงตัวกับลูกเมียได้ไปวัน ๆ” ประชาพูดจบ น้ำตารื้นขึ้นมาที่ดวงตาข้างที่ไม่บอด พยายามหลบหน้า ซ่อนน้ำตา

“ช่างมันเถอะเพื่อน ช่างมัน ไม่เป็นไรหรอก บางครั้ง ความจริงก็มักผกผันกับความฝันอย่างนี้แหล่ะ แต่ถึงไม่ได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะยังไงนายก็ยังเป็น ไอ้บอดดินระเบิดในความคิดของเราอยู่เสมอ และที่สำคัญ เรายังคงเป็นเพื่อนกันตลอดไป” ผมกลั้นสะอื้นกล่าวออกไป น้ำเสียงขาดหายเป็นห้วง ๆ

พูดจบยื่นมือไปตบบ่าของประชาเพื่อนเก่าของผมอย่างปลอบโยน ก่อนจะกอดคอพาเขาเข้าไปสู่งานเลี้ยงที่ใกล้จะเลิกราเต็มที งานเลี้ยงที่เป็นของพวกเรา…ทุกคน

ระหว่างทางเดินกลับไปสู่งาน เม็ดน้ำตาแวววาวดังดวงดาวบนฟากฟ้าที่ผมสะกดกลั้นเอาไว้มาตั้งแต่แรกพบเขาก็ร่วงรดลงสู่พรมสีดำนั้น ตลอดทาง น้ำตาแห่งความเสียใจที่ว่า

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมลืมเลือนเพื่อนผู้แสนอาภัพของผมคนนี้ไปได้อย่างไรหนอ”
…………………

 

กลับไปที่ หน้าแรก section นี้

 

setstats 1 1 1