มันมีทั้งหมด 3 คน มันเรียงเข้ามาทำกับหนูทีละคนจนครบ เสียงพูดปนสะอื้นของ
เอ หญิงสาวคนนั้นบอกกับเราถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ สุด
ในชีวิตที่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งได้รับ รุมโทรม ลงแขก
หรืออะไรก็ช่างเถอะ ก็แล้วแต่ว่าคุณจะเรียกมัน
|
1...
ในเย็นมาก ๆ ของวันหนึ่งในฤดูฝน
ร่างงามของหญิงสาวก็ปรากฏขึ้นหว่างฟ้ามืดที่ปกคลุมไปดฝอยฝน เรานัดพบกับ
เอ ในร้านอาหารชานกรุงที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่า
เรารู้จักเธอได้อย่างไร
อาชีพนักข่าวอย่างเราจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งข่าวอยู่ในมือ
และบ่อยครั้งที่เรามักจะได้ข่าวดี ๆ จากแหล่งข่าวเหล่านี้อยู่เสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรารู้จักเธอผ่านแหล่งข่าวคนหนึ่ง
เรื่องราวของเธอทำให้เราสะดุดใจ จนต้องขอสัมภาษณ์เป็นการส่วนตัว
เธอตอบตกลงจะเล่าเรื่องราวของเธอให้เราฟังด้วยเหตุผลที่ว่า
มันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้คนทั่วๆไปได้บ้าง
แทบไม่น่าเชื่อว่า แม้จะผ่านห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว
แต่เธอยังคงสดใส ร่าเริงราวกับเม็ดฝนที่ร่างพราวอยู่ตอนนี้
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า
ในบางครั้งความทุกข์ระทมผู้คนอาจจะถูกฉาบทาด้วยความความสุขสดชื่น
หรือเธอเองก็ตกอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เช่นที่ว่า ?
เอกำลังจะมีอายุเต็ม 22 ปีบริบูรณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
แม้เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างบอบบาง แต่ด้วยผมสอยรากไทรปรกต้นคอกับหน้าตาเท่
ๆ ทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงมั่นใจในทันใด
เธอบอกกับเราว่าจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในต้นปีที่จะถึง
ว่าที่บัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร
ร้านอาหารที่เราเลือกมาจัดแบ่งสถานที่เป็น 2 ส่วน
ส่วนหนึ่งอยู่ตรงกลางแจ้งแต่มีหลังคาคุ้มไว้กันแดดและฝนคลองเล็กที่ไหลพาดผ่านที่ดินพื้นนั้นที่ปกคลุมไปด้วยพรรณไม้
ทำให้บรรยากาศน่านั่งพักผ่อนเป็นยิ่งนักส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาใช้บริการเลือกที่จะใช้ตรงส่วนนี้
อีกส่วนหนึ่งเป็นคล้ายๆบ้านทรงไทยหลังใหญ่
มีแอร์เย็นฉ่ำภายในแบ่งเป็นห้องซอยเล็กหลายห้อง ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
เราเลือกที่จะนั่งที่นี้ เพราะเหมาะสำหรับการพูดคุยกับเธอเพื่อหาข้อมูล
ก่อนหน้าที่เราจะพบกับเธอ
เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเธอก็คือเธอเคยมีลูกชาย
ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ในระดับปวช.
ของโรงเรียนพาณิชยการแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี
โดยทางบ้านไม่เคยรับรู้เรื่องราวจนกระทั่งถึงวันที่เธอคลอดลูกคาบ้าน!
พ่อของหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาก
แกทิ้งหนูกับแม่ไปอยู่กับผู้หญิงตั้งแต่หนูยังเบาะ
เอ พูดถึงพฤติกรรมของพ่อของเธอ
ซึ่งผมสรุปว่าคงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ภาพชีวิตอันหม่นหมองของเธอในหนหลังเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
ตั้งแต่จากไปในครั้งนั้น พ่อไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวเลย
แม่ต้องออกหางานทำและได้งานในโรงงานเย็บผ้าแห่งหนึ่งในย่านวิภาวดีรังสิต
ตัวเธอเอง ซึ่งตอนนั้นมีอายุได้เพียง8เดือนและพี่สาวซึ่งมีอายุห่างจากเธอ
1ปีถูกส่งไปให้ย่าเลี้ยงที่ต่างจังหวัด
โดยแม่ส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ย่าที่มีฐานะยากจนเป็นประจำทุกเดือน
ตอนเล็กๆหนูไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม ย่าชอบด่าพ่อว่า
พ่อทำผู้หญิงเอาไว้แยะ เวรกรรมจะตกมาที่ลูก
แต่ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วค่ะเวรกรรมที่ว่ามันมาตกกับหนูเอง
เธอพูดถึงกฏแห่งกรรม ปรัชญาของชาวตะวันออกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
กว่าพ่อจะกลับมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวอีกครั้งหนึ่งตอนนั้นหนูกำลังเรียนอยู่
ชั้น ม.2 ตอนนั้นแม่รับเราสองคนพี่น้องเข้ามาอยู่บ้านเช่าในสลัมแห่งหนึ่ง
อยู่ๆ พ่อก็หิ้วกระเป๋ามาใบเดียว บอกว่าจะมาอยู่ด้วยไม่ไปไหนแล้ว
เพราะเมียพ่อหนีตามชู้ไป
เวรกรรมยุคนี้มันติดจรวด
ใครหนอเข้าใจเปรียบเปรยและนี่ก็อาจเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่พิสูจน์ความจริงของคำพูดที่ว่ามา
เมื่อครั้งหนึ่งพ่อของ เอเคยทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาหญิงอื่น
สุดท้ายตัวเองก็ถูกทิ้งเช่นกัน
...และนั่นมันอาจเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
เอ ยอมรับว่า ช่วงเวลาตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวของเธอ
อาจได้เคยสัมผัสกับคำว่าความสุข จนพ่อได้เข้าทำงานในโรงงานเดียวกับแม่
2...
ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป
พ่อกับแม่ตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะซื้อบ้านเล็กๆ สักหลังเป็นของตัวเอง
และรถปิกอัฟ
ตามแบบที่เห็นในโฆษณาทางโทรทัศน์ที่โหมประโคมกรอกหูประชาชนจนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตคนไทยไปในที่สุด
คล้ายคลึงกับสถานการณ์ของโทรศัพท์มือถือครองเมืองในยุคปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็น
บอกได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมบริโภคที่ถูกหลอกล่อด้วยการสร้างความต้องการเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม
ด้วยการโฆษณาผ่านสื่อมวลชน!
ด้วยเหตุผลนี้ทั้งสองจึงมุมานะทำงานล่วงเวลาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทิ้งเธอและพี่สาวให้อยู่บ้านตามลำพัง
ตอนเช้าออกไปเรียน ก็เจอกับพ่อแม่บ้างไม่เจอบ้าง
เพราะต่างคนต่างก็รีบออกไปแต่เช้าพ่อตกเย็นมากลับบ้านก็ไม่มีใคร
พี่สาวเขาโตกว่า เป็นสาวเร็วกว่า เขาก็มีแฟนติดแฟน ไม่มีเวลาพูดคุยกัน
เหงา
เอ พยายามที่เน้นคำสั้นๆคำสุดท้ายของประโยคด้วยเสียงหนักๆ แล้วหยุดพูด
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลรินออกมาอาบสองแก้มของเธอ
เมฆฝนที่ตั้งเค้าทำท่าจะตกลงมาเมื่อสักครู่ เริ่มตกลงมาแล้วอย่างหนัก
ลมพายุพัดอย่างรุนแรง เหมือนอารมณ์คนที่กำลังพลุ่งพล่าน
ตอนนี้จึงดูเหมือนว่า ทั้งคนทั้งฟ้าต่างกำลังร่ำไห้ให้กันและกัน
เราปล่อยให้เอได้สงบสติอารมณ์ก่อนพักหนึ่งใหญ่
ความเงียบเข้าครอบครองเราสองคน มองมองออกไปข้างนอกร้าน
ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ไม่มีลมพายุอีกต่อไป อารมณ์แปรปรวนของฟ้าหยุดลง
แต่ภายในร้าน อารมณ์ของคนตอนนี้สิยากที่จะเข้าใจ
ร่องแก้มของเธอถูกใช้เป็นที่รองรับน้ำใสๆที่ออกจากตา
ร้องเถอะร้องไห้ให้หนำใจ ในความเป็นจริง น้ำตาไม่ใช่สัญลักณ์ของผู้อ่อนแอ
แท้จริงมันคือเพื่อนแท้ที่ดีที่สุดของเรา ในยามที่ต้องกอดตัวเองตามลำพัง
เมื่อเริ่มดีขึ้นเอเล่าให้เราฟังว่า ช่วงนั้น เหมือนต้องการใครสักคน
ตรงช่วงนี้แหล่ะที่ไปพบกับกลุ่มวัยรุ่นหญิงชายที่ต่างขาดความอบอุ่นเหมือนกันแล้วมารวมกลุ่มกันในลักษณะเป็นแก๊ง
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของลูกชายของเธอเมื่อกลับบ้านไม่เจอใคร
ก็เลยมาเข้ากลุ่มกับพวกนี้โดยใช้บ้านทาวเฮาส์ของเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะใช้เวลาทั้งหมดหมดไปกับการทำงาน
เป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและจบลงด้วยเซ็กส์และการตั้งท้องของเธอในที่สุดวัยรุ่น
3...
เมื่อรู้ว่าท้องแน่ๆแล้ว ตอนนั้นรู้สึกว่าท้องได้ 3 เดือน
พ่อเด็กบอกให้ไปเอาออก ถอดสร้อยทองที่คอเอาไปจำนำเอาเงินมาให้
ก็รู้เลยว่าเราถูกหลอก พ่อเด็กไม่ได้คิดจริงจังอะไรด้วยเลย
ตัวหนูไม่คิดจะเอาออกหรอกค่ะ เพราะว่าเขามาเกิดแล้ว
ก็ต้องให้เขาเกิดและเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นความผิดของหนูและแฟน
ผู้ใหญ่ทำกัน เหงื่อแตก เหงื่อแตน
แต่ทำไมต้องมาให้เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่รับเคราะห์
หนูตัดสินใจจะเอาเขาไว้ค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แม้ลูกของเธอจะเกิดจากความสนุกชั่ววูบ
อารมณ์ชั่วแล่นของหญิงสาวและชายหนุ่ม
แต่มันไม่ยุติธรรมเลยหากเขาจะตัองมาถูกฆ่าด้วยน้ำมือของคนที่ทำให้เขาเกิดมา
เพราะอย่างน้อยเขาก็มีสิทธิเท่าเทียมกับทุกๆชีวิตในอันที่จะมีลมหายใจบนโลกเอียงๆใบนี้
เอ บอกกับผู้เขียนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง
ขณะที่เราเองก็แอบยกย่องความคิดของเธอ อยู่ในใจ แม้เรื่องที่เกิดขึ้น
เธอสมควรถูกตำหนิในหลายๆประการ แต่เรื่องนี้เธอกลับคิดได้อย่างน่ายกย่อง
Nobody Perfect ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
คำพูดประโยคนี้อธิบายความเป็นไปของมนุษย์ได้ดี รวมทั้งเธอผู้นี้
เอเล่าให้ฟังถึงวิธีการอำพรางการตั้งครรภ์ของเธอเพื่อไม่ให้คนที่บ้านรู้ว่า
เธอใช้ผ้ารัดไว้ที่ท้องตลอดเวลา
เพื่อไม่ให้ยื่นออกมาจนผิดสังเกตและจับได้ในที่สุด
ด้วยเหตุที่ต้องหลบๆซ่อนทำให้ เธอไม่เคยไม่ไปฝากท้องที่โรงพยาบาลแห่งใด
ไม่เคยบำรุงครรภ์เหมือนเช่นคนท้องตามปกติ ไม่มีสามีคอยเฝ้าดูแลเหมือนใครๆ
ทุกอย่างต้องคิดเอง ปรึกษาใครก็ไม่ได้ คอยแต่ว่าวันนั้นจะมาถึง
วันที่หนูคลอดลูกออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ตอนนั้นบางครั้งอยากตาย
แต่ก็ได้อาศัยสวดมนตร์ไหว้พระ
ก็พอทำให้จิตใจสงบขึ้นบ้างร่องรอยความบอบช้ำเกิ ดขึ้นในแววตาบางขณะ
เมื่อเธอเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้
ช่างเป็นช่วงชีวิตที่แสนยากเย็นเสียจริง
ผู้เขียนบอกกับตัวเองพร้อมทั้งคิดตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจากคนสองคนแต่ทำไมคนเพียงคนเดียวถึง
ต้องมานั่งรับเคราะห์กรรมเช่นนี้
ในที่สุดเธอก็คลอดลูกออกมา กลางดึกในคืนหนึ่งของเดือนสิงหาคม
โดยมีพ่อขับรถปิกอัพไปส่งที่โรงพยาบาล
รถปิกอัพคันที่พ่อและแม่ใฝ่ฝันจนโหมทำงานกันจนลืมเธอ!
กลับมาที่เรื่องของเธอ ตอนนั้นทุกคนเข้าใจว่าเธอเป็นโรคกระเพาะ
ทุกอย่างกระจ่างแจ้งขึ้นเมื่อไปถึงโรงพยาบาล เธอได้ลูกชาย
ที่มีอาการไม่ครบ 32 คือมีขาข้างหนึ่งสั้นกว่าปกติราวครึ่งหนึ่ง
แพทย์สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการที่เธอใช้ผ้าร้ดครรภ์เอาไว้มาเป็นเวลานาน
อาจขัดขวางการสร้างร่างกายของทารกก็เป็นได้
อีกทั้งขาดการดูแลและปรึกษาแพทย์ในระหว่างตั้งครรภ์!
แต่ในความโชคร้ายนั้น ก็ยังคงแฝงด้วยสิ่งดีๆ เอ เล่าว่า
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทุกคนในครอบครัวเริ่มหันหน้าเข้าหากัน
จนเธอเริ่มรู้สึกถึงความรักได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
เธอรู้ดีว่า ทุกคนในครอบครัวล้วนเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพ่อ
ผู้ซึ่งเคยถูกย่าพร่ำบ่นถึงความเจ้าชู้
และหวาดระแวงว่าผลกรรมนั้นจะตกมาถึงลูกๆของพ่อ
และวันนี้ มันได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ !
ทุกคนให้อภัยเธอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่เธอก็ให้อภัยตัวเองโดยสัญญาว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่อตัวเธอเองและครอบครัวที่เธอรัก
ด้านพ่อของเด็กนั้น เธอบอกว่าไม่เคยติดต่อมา
ขณะที่เธอเองก็ไม่เคยติดต่อไปเช่นกัน
เธอตัดสินใจจะขอเลี้ยงลูกของเธอด้วยตัวเธอเอง
4...
เอบอกว่ากรณีการท้องคาบ้านของเธอ
โดยคนในบ้านไม่เคยรับรู้นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรายอื่นๆแล้วยังถือว่ามีความแปลกประหลาดน้อยกว่า
หญิงสาวเล่าให้เราฟังว่าเพื่อนของเธอคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ
ในตอนนั้นแอบไปมีอะไรกับแฟน
เกิดท้องขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับเธอโดยคนในบ้านก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน
ในวันที่จะคลอด
เพื่อนของเธอซึ่งปกติจะนอนอยู่ในห้องนอนเดียวกันกับพ่อแม่เกิดหายไปเฉยๆกลางดึก
พ่อแม่ของเพื่อนหนูเห็นผิดสังเกต
ลูกสาวเมื่อตอนหัวค่ำยังนอนอยู่ด้วยกันแต่พอกลางดึกกลับหายไปเฉยๆทั้งที่ไม่ได้ออกไปไหน
ประตูบ้านก็ใส่กุญแจในสภาพเรียบร้อยคนทั้งบ้านจึงช่วยกันตามหากันโกลาหล
หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจนกระทั่งได้ยินเสียงเด็กทารกร้องจึงตามเสียงไป
เสียงมันดังมาจากตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของพ่อแม่นั้นแหล่ะพอเปิดเข้าไปพ่อแม่ถึงกับผงะเลย
เมื่อเห็นลูกสาวตัวเองอยู่ในสภาพเปรอะเปื้อนเลือดเต็มไปหมด
มีเด็กทารกที่ยังไม่ตัดสายสะดืออยู่ในอ้อมกอด
เอ
พูดจบส่งเสียงหัวเราะเบาอาจจะนึกถึงความพิลึกพิลั่นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่เราเองกลับอยู่ในสภาวะสับสนตัดสินในไม่ถูกว่าจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดีกับเหตุการณ์ที่เธอเล่าให้ฟัง
5...
อย่างที่บอกเอาไว้ในตอนต้นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้น
ซึ่งจะเกี่ยวกับประเด็นที่เราจะนำเสนอเสียก่อน
จากข้อมูลเบื้องต้นที่นำเสนอมาพอสรุปได้ว่า
สาเหตุที่ทำให้เธอท้องและมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยอาจนั้นมีอยู่
ประการที่1เธอขาดความอบอุ่นตั้งแต่เล็กๆนับตั้งแต่ที่พ่อของเธอจากไปแม้จะกลับมาแล้ว
เธอก็ยังไม่ได้รับความอบอุ่นที่เพียงพอเพราะพ่อและแ
ม่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับยการทำงานตกเป็นเหยื่อของสังคมบริโภคที่ครอบงำสังคมไทย
ประการที่2 ด้วยวัยเพียง16 ของเธอตอนนั้น
จัดอยู่ในช่วงของวัยรุ่นที่เปรียบเสมือนวัยแห่งพายุบุแคม
ที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์อันอ่อนไหวและ สับสน
การขาดผู้ชี้นำที่ดีซึ่งได้แก่พ่อแม่อาจนำมาสู่ความเลวร้ายจนบางครั้งเราเองก็อาจนึกไม่ถึงและประการสุดท้ายที่ว่าด้วยเรื่องของหลักทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องของกฏแห่งกรรม
เมื่อพ่อของเธอเคยกระทำย่ำยีผู้หญิงในอดีต
ผลกรรมนั้นนอกจากจะเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว
ยังส่งผลกับลูกสาวของตัวเองในลักษณะเดียวกันอีกด้วย
โศกนาฐกรรมของผู้หญิงคนนี้ยังไม่จบยังคงมีเรื่องราวที่น่าเศร้าเกิดขึ้นกับเธอต่อไป
มาดูกันต่อไปว่าเพราะอะไรการมีลูกของเธอจึงไปเกี่ยวข้องกับการถูกรุมข่มขืนที่เกิดขึ้น
ตอนนั้นหนูยังมองโลกในแง่ดี หนูไม่ได้คิดเลยน่ะค่ะ
ว่าการมีลูกมันคือปมด้อย ทุกคนมีสิทธิพลาดได้
ยังไงซะสังคมคงเข้าใจและให้อภัยกับคนอย่างหนู แต่หนูคิดผิดถนัด
เธอบอกกับผู้เขียนด้วยน้ำเสียงประหลาด
เราเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเธอแต่ในทางเป็นจริงแล้วสังคมให้อภัยกับคนผิดได้ค่อนข้างยาก
มีงานวิจัยระบุว่ากรณีนักโทษที่เคยกระทำผิดและได้รับโทษทัณท์ชดใช้ความผิดของเขาไปแล้วเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขากระทำผิดกฏหมายซ้ำอีกและต้องกลับเข้าคุกอีกครั้งหนึ่งก็เนื่องจากการขาดการยอมรับในสังคม
ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า ในความเป็นจริงสังคมยัง
ขาดการให้โอกาสแก่คนเพื่อกลับตัวเป็นคนดี สังคมยังคงหวาดระแวง บุคคลนั้น
จนเกินไป เช่นเดียวกันกับกรณีของเอ
น้อยคนนักน่ะ ที่จะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น หนูได้ยินแต่คำเย้ยหยัน
ทั้งสายตาและคำพูดโดยเฉพาะบางคนที่มักจะมองหนูว่าง่าย
ใครจะพาไปนอนที่ไหนก็ได้ ไม่ให้เกียรติหนูเหมือนผู้หญิงทั่วไป
ทั้งที่หนูก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนกับผู้หญิงทั้งโลก
แต่เพียงเพราะหนูมีลูก โดยไม่มีสามี ทุกอย่างจึงสรุปว่าหนูเป็นคนเลว
รวมถึงคนพวกนั้นทีกระทำกับหนู
เสียงของเธอสั่นเครือ แต่ไม่มีน้ำตาเหมือนกับครั้งก่อนหน้านี้
เราไม่รู้ว่าเธอโกรธหรือเสียใจกันแน่แต่เรารู้สึกได้ว่าครั้งนี้อารมณ์ของเธอดูพลุ่งพล่านมากที่สุดนับตั้งแต่การสัมภาษณ์ได้เริ่มต้นขึ้นมาจนถึงขณะนี้
6...
เธอเล่าว่าวันหนึ่งหลังจากเลิกงานประจำของเธอ ขณะรอรถเมล์กลับบ้าน
จู่ก็มีรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งมีชายในรถอยู่3คน อายุไม่เกิน30 ชาย
2คนในนั้นลงมาและดึงเธอให้ขึ้นรถแม้เธอจะพยายามขัดขืนและร้องให้คนช่วยแต่ก็ไม่เป็นผล
คนกลุ่มนั้นได้แต่ตะโกนว่าเป็นเรื่องของผัวเมีย
จากนั้นกลุ่มคนดังกล่าวก็พาเธอมายังบ้านพักหลังหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว
หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นของบ้าน
มันมีทั้งหมด 3 คน
มันเรียงเข้ามาทำกับหนูทีละคนจนครบทุกคนเสียงพูดปนสะอื้นของเอ
บอกกับเราถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด
ในชีวิตที่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งได้รับจากนั้นพวกเขาได้นำเธอมาปล่อยไว้ที่ริมถนนแห่ง
พร้อมกับขู่ว่าหากเธอนำเรื่องนี้ไปบอกกับใครพวกมันจะกลับมาทำร้ายเธอและครอบครัว
เอเล่าต่อด้วยว่า
มีข้อสังเกตว่าพวกเขาดูจะมั่นใจว่าเธอคงไม่เอาเรื่องเอาราวเพราะดูท่าทีไม่ได้มีอาการตื่นกลัวใดเลย
และไม่ได้มีความพยายามที่จะอำพรางเส้นทางที่จะไปบ้านที่พวกเขาก่อเหตุขึ้นแต่อย่าง
ตอนที่อยู่ในรถขณะนำมาส่งมันบอกให้หนูหยูดร้อง
ลูกผัวก็มีแล้วยังทำเป็นร้องไห้อีก ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย
เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากปรึกษากับครอบครัวเธอนำความไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจคนร้ายทั้ง3คนยอมรับสารภาพ
และที่น่าสนใจก็คือพวกเขาให้เหตุผลของการกระทำผิดในครั้งนี้ว่าเคยทราบประวัติของเธอจากเพื่อนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ทำงานของเธอว่าเคยมีลูกมาก่อนเมื่อตอนอายุ16โดยไม่มีสามีจึง
สรุปเอาเองว่าเธอน่าจะเป็นเด็กใจแตกทำให้มั่นใจว่าเธอคงจะไม่เอาเรื่องเอาราวแต่อย่างใดและวันที่ก่อเหตุพวกเขาอยู่ในอาการเมาสุรา
เสียงโทรศัพท์มือถือมือของเธอก็ส่งเสียงเรียกเป็นทำนองเพลงตามสมัยนิยม
ใบหน้าและท่าทางของเธอสดชื่นขึ้นเมื่อก้มลงดูเบอร์ที่หน้าจอโทรศัพท์
ก่อนที่จะกดรับ แล้วเจอกัน เธอจบบทสนทนาของเธอกับปลายสายอีกข้างหนึ่ง
แฟนหนูค่ะ เขาเป็นห่วงเลยโทรมาถาม เขาเป็นคนดี รักหนูและลูกมาก
อีกไม่นานเราจะแต่งงานกัน เธอบอกกับเรา
เรายิ้มยินดีที่ได้ฟังคำนี้จากปากของเธอ
ไม่ว่าเธอจะผ่านความทุกข์ระทมมาอย่างไรแต่อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ได้พบกับความสุขแล้ว
ก่อนจะจากกันเธอบอกกับเราว่า
หนูอยากบอกกับทุกคนว่าสิ่งที่หนูเคยทำหรือเกิดขึ้นกับหนูในอดีต
มันไม่ใช่สิ่งที่หนูเป็นในปัจจุบัน
เราก็คิดเห็นเหมือนเธอ
การที่เธอเคยพลาดพลั้งในชีวิตวัยรุ่น
มันไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งบอกว่าในวันนี้เธอจะเป็นอย่างที่เธอเคยเป็น
ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
เราไม่ควรเอาอดีตอันเลวร้ายของใครคนใดคนหนึ่งมาตัดสินเขาได้ในปัจจุบัน
สังคมควรให้โอกาสกับคนที่เคยผิดพลั้งได้แก้ตัวใหม่
ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วอยากเป็นคนเลว
หากทว่าเราทุกคนทำได้เช่นนี้สังคมที่เร่าร้อนดังเช่นทุกวันนี้คงร่มเย็นกว่าเดิม
เรากดหยุดเครื่องเล่นเทปที่อัดบทสัมภาษณ์ระหว่างเธอกับเรา
บทสัมภาษณ์ระหว่างเรากับเธอปิดฉากลงเมื่อใกล้ 4 ทุ่ม
เธอเดินจากไปแล้วกลางฟ้ามืดหลังฝนที่เกลื่อนไปด้วยแสงดาววับวาว
ขณะที่เราใช้นิ้วดึงม้วนเทปคาสเซตออกจากเครื่องเล่นและโยนมันทิ้งลงถังขยะที่อยู่ใต้โต๊ะ
พลันนึกถึงหน้าบอกอที่ต้องโกรธกริ้วอย่างหนัก เมื่อรู้ว่า
เราไม่ได้ส่งต้นฉบับเรื่องราวในวันนี้ให้กับเขา
เรื่องของเธอผู้หญิงผู้แสนอาภัพที่เขาหมายมั่นปั้นมือจะให้ขึ้นปก
เป็นสกู๊ปเด็ดประจำสัปดาห์ในนิตยสารฉบับที่กำลังจะวางแผง
และที่สำคัญเราเองก็คงต้องชวดเงินค่าต้นฉบับไปเหมือนกัน
แต่ช่างแม่งมันเถอะ!
กับสิ่งที่บอกอและเราต้องสูญเสียนั้นมันช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน
เมื่อเปรียบเทียบกับความสูญเสียที่เธอเคยได้รับมาในอดีต
เราอมยิ้มยักไหล่อย่างไม่แยแส ขณะมองตามร่างบอบบางนั้นที่ค่อย ๆ
เลือนหายไป